(www.comepee.com)

Kampree คัมภีร์กฎหมาย >>> Free Law for You
คัมภีร์กฎหมาย : เวทีถาม - ตอบ แลกปลี่ยนสาระ
Welcome to KAMPREE Law Forum !!
กระทู้ |บทความ |ผู้จัดทำ |Home |articles |webboard |Gmail |Hotmail  



"หนังสือพิมพ์นักเรียน"

โดย ...................คัมภีร์ แก้วเจริญ (๗ เม.ย. ๔๙)

เกริ่นนำ   "หนังสือพิมพ์นักเรียน" คือวารสารรายปักษ์ ตีพิมพ์ออกจำหน่ายทุกๆ สองสัปดาห์ (ใช้ชื่อว่า"หนังสือพิมพ์" ) มีกำเหนิดนับอายุถึงปัจจุบันได้ ๘๔ ปีแล้ว จึงจัดได้ว่าเป็นหนังสือเก่าที่มีคุณค่ามากฉบับหนึ่ง ท่านผู้ใดสนใจอาจติดต่อขอชมได้ที่ พิพิธภัณฑ์อัยการไทย ชั้น๑๑ อาคารอัยการถนนรัชดาภิเษก ติดกับศาลอาญา เขตห้วยขวาง กทม.

                 ๑.เมื่อเอ่ยชื่อ "หนังสือพิมพ์นักเรียน" ในยุคที่ มรว.เสนีย์ฯ และ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ยังเป็นเด็กนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้นอยู่ที่ รร.สวนกุหลาบ เชิงสะพานพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะหนังสือพิมพ์นักเรียนเป็นวารสารข่าวสารและวิชาการฉบับโดดเด่น และยังเป็นสื่อกลางระหว่างนักเรียน ลูกเสือ ผู้ปกครองและประชาชนทั่วไป เริ่มตีพิมพ์ ฉบับที่ ๑ ปีที่ ๑ วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ที่โรงพิมพ์หนังสือพิมพ์ไทย โดยสำนักงานบางกอกบรรณกิจ ใกล้สี่กั๊กพระยาศรี ถนนเจริญกรุง จังหวัดพระนคร (กทม.ในปัจจุบัน) นายแช เศรษฐบุตร เป็นเจ้าของ, บรรณาธิการ, ผู้จัดการ (เข้าใจว่า เป็นผู้พิมพ์และโฆษณา ด้วย) วางจำหน่ายในราคาฉบับละ ๗ สตางค์ ค่ารับทั้งปีจำนวน ๒๔ ฉบับ คิดราคาเพียงปีละ ๑ บาท ค่าส่งทั้งปีอีก ๗๕ สตางค์ต่างหาก ประมาณค่าแสตมป์ปิดส่งวารสารสมัยนั้นฉบับละ ๓ สตางค์ "หนังสือพิมพ์นักเรียน" มีจำหน่ายทั้งขายปลีกและขายส่งที่ "นายเง๊กชวน โรงหนังบางลำภู" ประตูใหม่ จังหวัดพระนคร คือ กรุงเทพมหานครในปัจจุบัน
                 นับว่าโชคดีมาก ที่มี"คุณปู่"ซึ่งในอดีตยุคนั้นเป็นนักเรียนสวนกุหลาบท่านหนึ่ง (ถ้ายังมีชีวิตอยู่ปัจจุบันเป็น"คุณทวด"แล้ว) ได้บอกรับเป็นสมาชิก ทางสำนักพิมพ์สมนาคุณด้วยการพิมพ์รวมเล่มให้ทุกๆ ๒ เล่ม รวม ๔๘ ฉบับ(ต่อระยะเวลา ๒ ปี) โดยเย็บเล่มเป็นปกแข็งสีแดงสด พิมพ์ชื่อที่หน้าปกและสันปกอย่างสวยงาม ทำให้สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน มีทายาทคนหนึ่งของ "คุณปู่" รับช่วงเก็บรักษาจนต่อมาได้มอบให้พิพิธภัณฑ์อัยการไทยบำรุงรักษาไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังมีโอกาสอ่านและศึกษาสภาพสังคมและวิถีชีวิตคนไทยสมัยนั้น

                 ๒.ที่หน้าปกฉบับที่ ๑ (วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๖๕) พาดหัวปกว่า "หนังสือพิมพ์นักเรียน สำหรับเด็กนักเรียนชายหญิงและลูกเสือทุกคน" มีรูปวาดประกอบโลโก้เป็นเด็กนักเรียนชายอายุประมาณ ๑๐ ขวบ ใส่กางเกงขาสั้นชุดลูกเสือ กำลังวิ่งบนถนนดิน ติดต้นไม้กอเล็กๆ มือซ้ายถือหมวกลูกเสือ มือขวาถือหนังสือเรียนชูขึ้นเหนือศรีษะ จากลักษณะที่กำลังวิ่งอย่างเร็ว ทำให้เข้าใจได้ว่ากำลังดีใจที่คุณครูให้เลิกเรียน จึงรีบวิ่งกลับบ้าน! และยังเห็นเด็กตัวเล็กๆกำลังวิ่งตามมาอีกหนึ่งคน ด้านหลังมองเห็นอาคารขนาดประมาณ ๓ - ๔ ชั้นหลังหนึ่งอยู่ไกลๆ ลักษณะคล้ายๆอาคารเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบในสมัยนั้น
                 จุดเด่นของ"หนังสือพิมพ์นักเรียน"ฉบับแรก อยู่ที่กลางหน้าปก อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ไว้ในกรอบวงรีรูปไข่ ทรงฉลองพระองค์เต็มยศทหาร พระหัตถุ์ซ้ายถือพระมาลา ส่วนพระหัตถุ์ขวาปล่อยลงข้างกระบี่อย่างสง่างาม ใต้กรอบรูป พาดข้อความว่า "คำถวาย ชัยมงคล" เรียงต่อลงมาด้วยบทเพลงสรรเสริญพระบารมี ดังต่อไปนี้

"คำถวายชัยมงคล

                 @ข้าวระพุทธเจ้า เอามโนและศิระกราน นบพระภูมิบาลบุญญดิเรก เอกบรมะจักริน พระสยามินทร์พระยศะยิ่งยง เย็นศิระเพราะพระบริบาล ผลพระคุณธรักษา ปวงประชาเปนสุขสานต์ ขอบันดาลธประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย ดุจถวายชัย ชโย."


                 ๓.เมื่อเห็นหน้าปกที่สะดุดตา ชวนให้เข้าไปอ่าน และเมื่อได้อ่านแล้ว รู้สึกไม่เสียดายเงินจำนวน ๗ สตางค์เลย ถ้าท่านผู้อ่านอยากทราบว่าเงินจำนวนนี้มีค่าเท่าใดในสมัยนั้น ต้องติดตามอ่านเนื้อหาอื่นๆในหนังสือนี้ต่อไป เช่น เราจะพบว่าค่าแสตมป์ปิดส่งหนังสือสมัยนั้นคิด ๕ สตางค์ ค่าขึ้นรถรางชั้นสองเท่ากับ ๖ สตางค์ .....ฯลฯ คงจะประมาณเปรียบเทียบกันได้ว่า เงินจำนวน ๗ สตางค์สามารถใช้จ่ายซื้อข้าวแกงในตลาดได้หนึ่งจาน

                 ๔.ถ้าติดตามต่อๆไปในเล่ม ตั้งแต่ฉบับแรกและฉบับต่อๆไป จะพบว่าหนังสือนี้มีคุณค่าอย่างที่พูดเปรียบเปรยกันในสมัยก่อนว่า "หาค่าบ่มิได้" คือ มีคุณค่ามากจนไม่สามารถที่จะประเมินค่าได้ เนื่องจากมีท่านบรรณาธิการซึ่งมีความรอบรู้และมีมนุษย์สัมพันธ์สูง สามารถเชิญชวนผู้ทรงคุณวุฒิอย่างเช่น "หลวงสารานุประพันธุ์" "ขุนสุนทรภาษิต" (ครู โรงเรียนฝึกหัดครูวัดบวรนิเวส ซึ่งเป็นสถานศึกษาชั้นสูงในยุคนั้น) รวมทั้งครู นักเรียน ลูกเสือ ผู้ปกครอง ฯลฯ ร่วมเขียนบทความส่งลงตีพิมพ์ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังกระตุ้นให้นักเรียนสนใจการเรียน การเขียน ทาง”สำนักงานบางกอกบรรณกิจ”ยังจัดประกวดบทความนักเรียนชิงทุนการศึกษา ยังผลให้นักเรียนยุคนั้นได้พัฒนาฝีไม้ลายมือ จนกลายเป็นนักประพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมา

                 ๕.มีคำนำที่น่าสนใจมากปรากฏในหนังสือพิมพ์นักเรียนฉบับแรก (๑ ตุลาคม ๒๔๖๕) ซึ่งมีนายแช เศรษฐบุตร เป็นบรรณาธิการในขณะนั้น ผู้เขียนจึงขออนุญาตคัดลอกมาลงไว้ ต่อไปนี้ :-

"คำนำ

                 @นอกจากเรียนในห้องเรียนแล้ว ไม่มีทางใดจักเรียนได้ดีเท่าเรียนจากหนังสือ หนังสือย่อมให้ความรู้ ความฉลาด ความสามารถแก่ผู้อ่านได้มากมาย นักเรียนทั้งหลายจึงต้องเป็นคนรักใคร่พอใจในการอ่านหนังสือ และต้องประกอบด้วยองค์แห่งการเรียน ๔ ประการ จึงจะสมแก่ที่เป็นนักเรียนได้บริบูรณ์ องค์แห่งการเรียน ๔ ประการนี้เป็นคาถาปรากฏอยู่ที่ประกาศนียบัตรของนักเรียน ว่า สุ. จิ. ปุ. ลิ. และมีคำโคลงให้จำความได้ง่าย ดังนี้
                 สุ. เสาวนิตถ้อย ทั้งผอง
                 จิ. เจตนาตรอง ตรีค้น
                 ปุ. จฉาไต่สวนลอง เลาเลส
                 ลิ. ขิตข้อคำต้น เกี่ยงแก้กันลืม
                 @@หนังสือพิมพ์นักเรียนนี้ไม่ใช่ตำราโดยตรง แต่มุ่งหมายจักให้เป็นหนังสือช่วยในการเรียน มีลักษณะสมดังสุภาษิตของครูว่า "ให้การงานเป็นการเล่น ให้การเล่นเป็นการงาน" และ "ให้การเรียนเป็นการเล่น ให้การเล่นเป็นการเรียน" เหตุนี้หนังสือพิมพ์นักเรียนจึงมีเรื่องอ่านเล่น ตลกขบขัน เบ็ดเตล็ดและเจือไปด้วยคติวิชชาการเป็นดังหนังสือ "อ่านเล่นเป็นอ่านเรียน"
                 @@@เพราะฉะนั้น หนังสือพิมพ์นักเรียนจึงควรเหมาะแก่นักเรียน และนักเรียนควรจะมีหนังสือนี้ไว้อ่านเล่นอ่านเรียน เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์สมราคาเป็นแน่นอน"

                 ๖.คำนำข้างต้น แม้มิได้ระบุชื่อคนเขียน แต่ก็น่าจะอนุมานได้ว่าเขียนโดยท่านบรรณาธิการในขณะนั้น คือ นายแช เศรษฐบุตร แม้จะเขียนคำนำนี้เมื่อ ๘๔ ปีก่อน แต่ภาษาหนังสือที่ใช้เหมือนปัจจุบัน ยกเว้นคำ "วิชชาการ" และสังเกตถ้อยคำสำนวนว่าอ่านง่าย และเป็นแบบอย่างของภาษาเขียนที่ดี ส่วนคำโคลงที่ท่านบรรณาธิการเรียบเรียงจากคติธรรม "สุ-จิ-ปุ-ลิ" ที่ปรากฏในคำนำนั้น เป็นคำโคลงสอนใจคนที่หาอ่านไม่ได้ในปัจจุบัน ถ้าได้ถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังน่าจะเป็นประโยชน์มาก
                 คำนำนี้ได้ฝากแง่คิดโดยอ้างถึง"สุภาษิตของครู" สอนใจคนทั้งนักเรียนและผู้ใหญ่ว่า "ให้การงานเป็นการเล่น ให้การเล่นเป็นการงาน" และ "ให้การเรียนเป็นการเล่น ให้การเล่นเป็นการเรียน" สุภาษิตนี้ต้องอ่านแล้วคิดทำความเข้าใจให้ดี อย่าเข้าใจผิดว่ามุ่งหมายแนะนำให้คนทำอะไรๆแบบไม่จริงจังแบบจับปลาหลายมือ แต่น่าจะหมายถึงให้ทำแต่ละอย่างให้พอดีๆ ตามหลักสายกลาง หรือ "มัชฌิมาปฏิปทา" ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ดังนั้น ในการที่เราจะทำกิจการใด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการเรียน ถ้าเราทำควบคู่กัน ไม่ทำแต่เพียงอย่างเดียว คือ "ทำงานด้วยเล่นด้วย และ เรียนด้วยเล่นด้วย" ตามหลักสายกลางแล้ว ก็จะบังเกิดประโยชน์แก่เราทั้งสองทางเป็นทวีคูณ
                 แง่คิดนี้ยังใช้ได้ในวงการต่างๆในปัจจุบันทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ จะเห็นได้จากหน่วยงานต่างๆ จัดกิจกรรมกีฬา นันทนาการ(recreation)สำหรับคนที่ทำงาน ส่วนสถาบันการศึกษาต่างๆ ก็จัดหลักสูตรพละศึกษาบ้าง นันทนาการบ้าง ควบคู่ไปกับวิชาการ

                 ๗."หนังสือพิมพ์นักเรียน" เป็นสื่อที่สืบทอดมาสู่คนในยุคปัจจุบัน สะท้อนให้ผู้อ่านเห็นสังคมไทยและสังคมโลกในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ ๑ สามารถศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์ สังคม การศึกษา ตลอดจนการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชของประเทศไทย จากบทความข้อเขียนหลากประเภท หลายอรรถรส เช่น
                 
  • เหตุการณ์บ้านเมืองไทยและต่างประเทศ, ความก้าวหน้าทางวิทยาการของโลก, "ภูมิศาสตร์ประเทศสยาม",
                     
  • “ข่าวการศึกษา”, "จดหมายจากศึกษาธิการจังหวัด" (ท่านศึกษาธิการจังหวัดคงเป็นบุคลากรระดับแนวหน้าทางการศึกษาในยุคนั้น),
                     
  • แนะแนวการเรียน, คอลัมน์ “สนทนากับผู้ปกครอง”,
                     
  • "ปริศนา พะหมี" - คือ คอลัมน์ถามให้ตอบชิงรางวัล เฉลยหลักภาษาไทย เป็นกลยุทธุ์กระตุ้นให้คนไม่กลัวการเรียนรู้ภาษาไทย,
                     
  • "หมากกล" (เกี่ยวกับเลขคณิต), "วิทยากลและเครื่องฉงนใจ",
                     
  • คติและการสดุดีลูกเสือที่บำเพ็ญประโยชน์,
                     
  • "แง่คิดเรื่องสุขภาพ", "วิธีทดลองอาหาร",
                     
  • "เก็บนาฑีที่ตกหล่น", (คอลัมน์ของคุณหลวงธรรมจริยาสุนทร), "นิยายเด็กวัด",

                     และยังมีคอลัมน์ที่เด่นมากๆ เป็นที่โดนใจของคนไทยในสมัยนั้น ได้แก่คอลัมน์ "ชวนหวัว" ซึ่งลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์นักเรียนทุกฉบับ ช่วยคลายเครียดให้แก่นักเรียนที่ใกล้สอบ รวมทั้งช่วยสร้างอารมณ์ขันให้แก่พี่น้องคนไทยทั่วไป โดยเฉพาะคนในยุคปัจจุบันเมื่ออ่านแล้วยังสามารถจินตนาการถึงสภาพสังคมไทย วิถีชีวิตและความรู้สึกนึกคิดของคนไทยในยุค ๘๔ ปีก่อนได้เป็นอย่างดี

                     ๘.เท่าที่ผู้เขียนทราบ “หนังสือพิมพ์นักเรียน” ได้จัดพิมพ์อย่างต่อเนื่องหลายปี ได้ผ่านเหตุการณ์สำคัญ คือ วันปวงประชาวิปโยคในการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และในที่สุดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเมื่อใดและเพราะสาเหตุใด ก็ได้ปิดตัวลง สร้างความเสียดายแก่บรรดานักเรียน ลูกเสือ และประชาชนที่ติดตามอ่านกันเป็นอันมาก แต่ที่แน่ชัด คือ ก่อนช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของเมืองไทย ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ไม่มีหนังสือพิมพ์นักเรียนออกวางจำหน่ายในท้องตลาด คงทิ้งไว้เป็นวรรณกรรมอันทรงคุณค่าในอดีตที่จะมีคุณค่าต่ออนุชนรุ่นหลังสืบต่อไปในอนาคตด้วย

                     ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจ อาจติดต่อขอชมได้ที่พิพิธภัณฑ์อัยการไทย อาคารสำนักงานอัยการสูงสุดชั้น ๑๑ ถนนรัชดาภิเษก ใกล้ศาลอาญา เขตห้วยขวาง กทม. หรือถ้าประสงค์จะอ่านเนื้อหารายละเอียดทุกตัวอักษร อาจเข้าอ่านได้ที่หัวเรื่อง "หนังสือพิมพ์ยุค ร.๖" ในเวปไซต์ www.comepee.com >>>ที่นี่



    * * * * * * * * * * * *