KAMPREE >>> free Law for You
คัมภีร์กฎหมาย เวทีถาม - ตอบ แลกเปลี่ยนสาระน่ารู้
Welcome to KAMPREE Law Forum !!!
ถาม-ตอบ | บทความ | Home | webmaster | Articles | WEBBOARD
     

คดียุบพรรคไทยรักไทย


โดย .......... หนุ่มหน้าหับเผย (๑ มิ.ย.๕๐)



                วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในวงการกฎหมายของประเทศไทย เพราะเป็นวันที่มีการพิจารณาวินิจฉัยสั่งคดีของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเรื่องการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการพรรคการเมือง ซึ่งคนไทยต่างให้ความสนใจและติดตามผลคดีอย่างเอาใจจดใจจ่อ ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน

                คดีเรื่องนี้สืบเนื่องมาจากยุครัฐบาลทักษิณ ชินวัตรซึ่งต้องเผชิญปัญหาในการปกครองประทศ ปรากฏเหตุการณ์ประชาชนเดินขบวนต่อต้านขับไล่นายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๘ อ้างว่าไม่สามารถแก้ปัญหาและไขข้อข้องใจเรื่องการทุจริตในโครงการต่างๆของรัฐ เรื่องการแทรกแซงครอบงำการแต่งตั้งองค์กรอิสระ และการหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเฉพาะเรื่องภาษี การต่อต้านได้ทวีความรุนแรงและขยายขอบเขตจากส่วนกลางออกไปสู่พื้นที่อื่นๆของประเทศ

                ในที่สุด สถานะการณ์ "ฟางฝ่อนสุดท้าย" ก็ได้มาถึง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญยุบสภาแล้วให้มีการเลือกตั้ง "๒ เมษายน ๒๕๔๙" ซึ่งทำให้ปัญหาลุกลาม พรรคฝ่ายค้านผนึกกำลังต่อต้านโดยไม่ส่งตัวแทนลงสมัคร หลายเขตเลือกตั้งไม่เกิดการแข่งขันเพราะมีผู้สมัครเพียง ๑ คน ซึ่งก็มาจากพรรครัฐบาล และหลายเขตผู้สมัครได้คะแนนไม่ถึง ๒๐ % ต้องจัดเลือกตั้งรอบต่อไปตามมาตรา ๗๔ ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทำให้ได้ ส.ส.ไม่ครบจำนวนที่จะเปิดประชุมสภา ในขณะเดียวกันศาลปกครองก็ได้สั่งระงับการเลือกตั้งใหม่ใน ๑๔ เขตที่ กกต.ประกาศให้มีการเลือกตั้งเป็นรอบที่ ๓ จึงเกิดสภาวะชะงักงัน ช่วงเวลานั้นเอง ได้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยซึ่งเป็นที่กล่าวอ้างกันว่ารับจ้างจัดตั้งขึ้นเพื่อส่งตัวแทนลงสมัครร่วมในเขตต่างๆ จะได้ไม่เกิดกรณีผู้สมัครเพียง ๑ คนในเขตเลือกตั้งและแก้ปัญหาตามมาตรา ๗๔ ได้ กอร์ปกับศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติด้วยเสียงข้างมาก ๘ : ๖ เมื่อวันที่ ๘ พ.ค. ๒๕๔๙ ยกเลิกการเลือกตั้ง "๒ เมษายน ๒๕๔๙" เนื่องจากมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายและให้มีการประกาศเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลจึงเข้าสู่สถานะการณ์คับขัน มีประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ และเกิดการเผชิญหน้ากับกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล ทำให้ฝ่ายทหารต้องยื่นมือเข้ามาปฏิรูปการปกครองในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ และคณะปฏิรูปการปกครอง (คปค)ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศชั่วคราว และแก้ปัญหาต่างๆ รวมทั้งการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อปูทางให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรมาบริหารประเทศตามวิถีทางประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขต่อไป

                จากเหตุการณ์ความไม่สงบในบ้านเมืองซึ่งทำให้รัฐสภาถูกยุบและเกิดปัญหาการเลือกตั้งใหม่ในปี ๒๕๔๙ ส่งผลให้เกิดข้อกล่าวหาระหว่างพรรคการเมืองงต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน จนเริ่มต้นเป็นคดีเมื่ออัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้ยุบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้อง กับต่อมาวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ ได้ยื่นคำร้องเพิ่มเติมขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบด้วย โดยยื่นต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) ๒๕๔๙ เนื่องจากได้มีประกาศ คปค.ฉบับที่ ๒๗ เป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้มีมาตรการเพิกถอนสิทธิดังกล่าว


๑. คำร้องของอัยการสูงสุด

                อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคใทยรักใทย (ทรท.) และเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของกรรมกา รบริหารพรรคฯ มีกำหนด ๕ ปี เนื่องจากกรรมการบริหารพรรคได้กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศผิดวิถีทางของรัฐธรรมนูญ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ขัดกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตาม พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖(๑) และ(๓) กล่าวโดยสรุป คือ

                ๑. ร่วมสนับสนุนให้มีการแก้ไขปลอมข้อมูลอายุการเป็นสมาชิกในทะเบียนของพรรคเล็กให้ครบ ๙๐ วันตามกฎหมาย

                ๒. จ่ายเงินให้พรรคเล็กเป็นค่าจ้างให้ลงเลือกตั้งแข่งกับพรรค ทรท.ทำให้มีผู้สมัครมากกว่าหนึ่งคนในเขต อันเป็นการเลี่ยงมิให้ผู้สมัครของ ทรท.ต้องได้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า ๒๐% ของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขต ตาม พรบ.ฯพรรคการเมืองฯ มาตรา ๗๔


๒. ข้อโต้แย้งของผู้ถูกร้อง

                พรรค ทรท. ยื่นคำแก้ข้อกล่าวหา โต้แย้งในประเด็นข้อกฏหมายดังต่อไปนี้

(๑) คณะตุลาการรัฐธรรมนูญฯ ไม่ใช่ศาล ไม่มีอำนาจตัดสินคดีนี้

(๒) ผู้เสียหายไม่ใช่ผู้เสียหายตามระเบียบฯ และการสืบสวนสอบสวนของอนุกรรมการ กกต.ไม่ชอบ

(๓) การกระทำตามคำร้องถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้บริหารพรรคฯ และกรรมการบริหารฯมิได้มีมติให้พรรคกระทำการดังกล่าว

(๔) ไม่เข้าเกณฑ์การล้มล้างการปกครองฯ เพราะไม่มีการกระทำให้สิ้นสุดแล้วใช้การปกครองอย่างอื่น

(๕) ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ใช้กับเหตุยุบพรรคตาม พรบ.ฯพรรคการเมืองฯ มาตรา ๖๖ ไม่ได้ และไม่มีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับการกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรค ทรท.

(๖) ไม่เข้าเกณฑ์ที่สมควรยุบพรรคฯเพราะจะส่งผลกระทบต่อสมาชิกพรรค ๑๔.๓ ล้านคนที่อาจสร้างความวุ่นวายในสังคมและสร้างความไม่มั่นใจต่อประชาชน

(๗) กรรมการบริหารพรรคฯขณะเกิดเหตุได้ลาออกก่อนวันที่คณะตุลาการมีคำวินิจฉัยแล้ว


๓. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

๓.๑ รัฐธรรมนูญฯ ฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙ มาตรา ๓๕

                "บรรดาการใดที่มีกฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรือเมื่อมีปัญหาว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ให้เป็นอำนาจของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นรองประธาน ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งได้รับเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกา โดยวิธีลงคะแนนลับ จำนวน 5 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ และตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ซึ่งได้รับเลือกโดยทีประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด โดยวิธีลงคะแนนลับจำนวน 2 คน เป็นตุลาการรัฐธรรมนูญ ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญตามกฎหมาย ว่าด้วยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ทำหน้าที่ธุรการ และการอื่นใดตามที่ประธานคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมอบหมาย องค์คณะในการพิจารณาพิพากษา วิธีพิจารณา และการทำคำวินิจฉัย ให้เป็นไปตามที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา บรรดาอรรถคดี หรือการใด ที่อยู่ในระหว่าง การดำเนินการ ของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนวันที่ 19 กันยายน พุทธศักราช 2549 ให้โอนมาอยู่ในอำนาจและความรับผิดชอบ ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ"

๓.๒ ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ (แก้ไขประกาศ คปค.ฉบับที่ ๑๕)

                 "1.ให้ยกเลิกความในข้อ 1 ของประกาศ คปค. ฉ.15 และให้ใช้ความต่อไปนี้ “การยกเลิกรัฐธรรมนูญมิให้กระทบกระเทือน พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 โดย พรบ.นี้ ยังคงบังคับใช้ต่อไป”
                2.การห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจกรรมใดๆ ในทางการเมืองยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไปจนกว่า ครม.จะมีมติเป็นอย่างอื่น

                3.ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำการต้องห้ามตาม พรบ.ฯ พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้นมีกำหนด 5 ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค

                4........................... "


๓.๓ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว.พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๗๔

                "ในเขตเลือกตั้งใด ถ้าในวันเลือกตั้งมีผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งคนเดียวและผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นได้คะแนนเสียงตั้งแต่ร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง

                 ในกรณีที่เหลือผู้สมัครรับเลือกตั้งคนเดียวตามวรรคหนึ่งและได้คะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละยี่สิบของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตนั้น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้น"


๓.๔ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖

                "เมื่อพรรคการเมืองกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง

                 (1) กระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

                 (2) กระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ

                 (3) กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือ

                 (4) กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 23 วรรคหนึ่ง มาตรา 52 หรือมาตรา 53"


๓.๕ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕๒

                "ห้ามมิให้พรรคการเมือง หรือสมาชิกผู้ใดรับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ใด เพื่อกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร ราชบัลลังก์ เศรษฐกิจของประเทศ หรือราชการแผ่นดิน หรือกระทำการอันเป็นการก่อกวนหรือคุกคามความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือกระทำการอันเป็นการทำลายทรัพยากรของประเทศ หรือเป็นการบั่นทอนสุขภาพอนามัยของประชาชน"


๔. คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ

๔.๑ มติเอกฉันท์ให้ยุบพรรค ทรท.

                คณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรค ทรท. ตามคำร้องของอัยการสูงสุดซึ่งนำสืบได้ว่าการกระทำของพรรคฯ เข้าเกณฑ์เป็นการกระทำได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางในรัฐธรรมนูญตาม พรบ.ฯพรรคการเมือง ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖(๑) และเป็นภัยต่อความมั่นคงฯขัดความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตามมาตรา ๖๖(๓) และมีประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อไปนี้ :-

(๑) คณะตุลาการมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ตามรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) ๒๕๔๙ มาตรา ๓๕

(๒) การยื่นคำร้องให้ยุบพรรคการเมืองเป็นอำนาจของนายทะเบียนและอัยการสูงสุด และการสืบสวนสอบสวนเป็นอำนาจของนายทะเบียนตามกฎหมายฯ มิใช่กรณีที่อยู่ภายใต้บังคับของระเบียบฯ

(๓) เหตุแห่งการยุบพรรคฯยังไม่ระงับ แม้เกิดก่อนการยกเลิกหรือการทำให้สิ้นผลบังคับของ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ด้วยการมีกฎหมายใหม่ออกมายกเลิกและใช้บังคับแทน การกระทำอันเป็นความผิดนั้นจึงยังเป็นความผิดต่อไป

(๔) พรรค ทรท.ไม่อาจโต้แย้งว่ากฎหมายบัญญัติขึ้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพราะเป็นสิทธิเฉพาะของนายกรัฐมนตรี, สส.และ สว. เท่านั้น และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งยุบพรรคฯได้ทันทีโดยไม่ต้องมีคำสั่งให้เลิกการกระทำอันเป็นการล้มล้างระบอบการปกครองนั้นก่อน

(๕) คำพิพากษาศาลปกครองที่ยกเลิกการเลือกตั้ง ๒ เม.ย. ๔๙ มิได้ยกเลิกความผิดที่ได้กระทำ

(๖) การตั้งพรรคการเมืองต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของประชาชน และพรรคการเมืองจะต้องเป็นที่รวมของผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อประโยชน์โดยรวม การพิจารณา “การยุบสภา” (โดยหัวหน้าพรรค ทรท. ในฐานะนายกรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2549 นั้น ปัญหาเกิดขึ้นจากการชุมนุมกันของประชาชนที่ขยายตัวกว้างขวางอันเกิดจากหัวหน้าพรรคไทยรักไทยได้ขายกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐให้กับบริษัทของต่างชาติโดยไม่เสียภาษี ในขณะที่ก่อนการขายกิจการดังกล่าว รัฐบาลที่ก่อตั้งโดยพรรค ทรท. ก็ได้ตรากฎหมายกิจการโทรคมนาคมฉบับที่ 2 เพื่อขยายสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ (จาก ๒๕% เป็น ๔๙%) ล่วงหน้าเพียง ๓ วันก่อนที่จะขายกิจการ การยุบสภาดังกล่าวจึงมีสาเหตุมาจาก “เรื่องส่วนตัว” ของหัวหน้าพรรค ทรท.ไม่ได้มีปัญหากับฝ่ายนิติบัญญัติฯ หรือเป็นเพราะประเด็นสาธารณะ แสดงให้เห็นว่า หัวหน้าพรรค ทรท.มีอำนาจเหนืออุดมการณ์ของพรรคอย่างเด็ดขาด ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาส่วนตัวของหัวหน้าพรรค ทรท.

(๗) พรรค ทรท.เป็นสถาบันพรรคการเมือง ต้องเป็นสถาบันหลัก มีภาระหน้าที่ในการผดุงไว้ที่จะให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่พรรค ทรท. กลับทำให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ ๒ เม.ย.เป็นเพียง “แบบวิธีที่จะเข้าไปผูกขาดอำนาจการบริหาร” ของพรรค ทรท. เท่านั้น แสดงถึงความไม่เคารพต่อกฎหมายบ้านเมือง พรรค ทรท.ไม่ได้มีอุดมการณ์มุ่งให้คนในชาติมีความสุขถ้วนหน้า แต่ประสงค์ที่จะทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ พฤติกรรมเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า พรรค ทรท. ไม่สมควรจะมีสภาพความเป็นพรรคการเมืองต่อไป

(๘) ประเด็นจำนวนสมาชิกพรรคฯ ๑๔ ล้านคนเศษนั้น ถือเป็นความรับผิดชอบของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค ทรท.

๔.๒ มติเพิกถอนสิทธิฯกรรมการพรรคฯ(เสียงข้างมาก ๖ : ๓)

                คณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคฯทุกคนที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะเกิดเหตุการณ์ตามคำร้องของอัยการสูงสุด ซึ่งมีประเด็นพิจารณาดังนี้ :-

(๑) ประกาศ คปค. ฉ. ๒๗ ใช้บังคับกับเหตุยุบพรรคตาม พรบฯพรรคการเมืองฯ มาตรา ๖๖ ได้ เพราะความในมาตรานี้ชัดเจนอยู่ในตัวว่าห้ามมิให้พรรคการเมืองกระทำการที่ระบุห้ามไว้

(๒) ประกาศ คปค. ฉ. ๒๗ ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมิใช่โทษอาญา แต่เป็นบทกำหนดมาตรการป้องกันสังคมมิให้เสียหายจากการกระทำของพรรคการเมือง และคุ้มครองมิให้เสียหายต่อระบอบการปกครองฯด้วย จึงมีผลใช้บังคับย้อนหลังแก่การกระทำอันเป็นเหตุยุบพรรคคดีนี้ได้

(๓) การลาออกจากตำแหน่งของกรรมการบริหารก่อนวันมีคำวินจฉัยของคณะตุลาการนี้ ไม่ลบล้างการกระทำในขณะดำรงตำแหน่ง เพราะหากถือเป็นเหตุลบล้างได้ ย่อมจะทำให้การบังคับตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นอันไร้ผล


                
  • เมื่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดเช่นนี้แล้ว ตามกฎหมายย่อมถือเป็นยุติและผูกพันให้บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนในส่วนที่มีกฎหมายกำหนดไว้ต่อไป อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการฯ โดยแสดงความเห็นประกอบไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น หากกระทำโดยสุภาพ อย่างเป็นกลางและปราศจากอคติ ในวงการกฎหมายถือเป็นเรื่องปกติ อาจจะก่อประโยชน์ในเชิงวิชาการและในการพัฒนากฎหมายต่อไป

    ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
  •  

    . HOME onClick="window.close( )">