| ข้อพิพาทหมายเลขดำที่...../25..
คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
ข้อพิพาทหมายเลขแดงที่...../....ที่.
/25
.
สำนักงานอนุญาโตตุลาการ
กระทรวงยุติธรรม
วันที่
...เดือน
พฤษภาคม
.
พ.ศ
2542
..
บริษัท ........................................... จำกัด
ผู้เสนอข้อพิพาท
ระหว่าง
........................................................
คู่กรณี
เรื่อง สัญญา
..
..
คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว มีคำชี้ขาดดังต่อไปนี้
ผู้เสนอข้อพิพาทเสนอข้อพิพาทว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทและคู่กรณีต่างมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
เดิมผู้เสนอข้อพิพาทได้ยื่นข้อเสนอขอเป็นผู้ดำเนินการบริการโทรศัพท์พกพาสาธารณะแบบปลอดสาย(TELEPOINT SERVICE) ซี่งเป็นระบบวิทยุโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายโทรศัพท์ของคู่กรณีผ่านสถานีรับ-ส่งกลาง (BASE STATION)
โดยกำหนดลักษณะการใช้งานในระยะเริ่มต้นให้สามารถโทรศัพท์ออกได้เพียงอย่างเดียว
แต่สามารถพัฒนาให้ใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์ออกและโทรศัพท์เข้าในอนาคต
ต่อมาผู้เสนอข้อพิพาทและคู่กรณีได้ทำสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการบริการโทรศัพท์พกพาระบบ
TELEPOINT SERVICE (ต่อไปจะเรียกว่า
"ระบบ TPS") มีกำหนดระยะเวลา
10 ปีเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เปิดบริการ
โดยผู้เสนอข้อพิพาทเป็นผู้ลงทุนจัดหาสถานที่
เครื่องมือและอุปกรณ์ TPS ทั้งหมด
บรรดาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ
หรือทรัพย์สินที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำขึ้นหรือจัดหามาไว้เพื่อดำเนินการให้บริการ TPS
ดังกล่าว จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่กรณีทันทีที่ติดตั้งเรียบร้อย
นอกจากนี้ผู้เสนอข้อพิพาทยังต้องประกันภัยทรัพย์สินดังกล่าวประเภทคุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดเต็มมูลค่าของทรัพย์สินตลอดอายุสัญญากับต้องดำเนินการติดตั้งสถานีรับ-ส่งกลางและเป็นผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรักษาเครื่องและอุปกรณ์
ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการตลาดเกี่ยวกับการบริการ TPS
อนึ่งผู้เสนอข้อพิพาทได้นำหนังสือค้ำประกันของธนาคาร
เชส แมนแฮตตัน เลขที่ 068/955
จำนวนเงิน 20,000,000.-บาท
และหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงไทย จำกัด(มหาชน) เลขที่ ค.พสช 1845-X23/2537 จำนวนเงิน
12,000,000.-บาท
มอบให้คู่กรณียึดถือไว้เป็นหลักประกันก่ารปฏิบัติตามสัญญาและเป็นหลักประกันการชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีที่
4 เป็นรายปีตามลำดับ รายละเอียดของสัญญาดังกล่าว
เอกสารแนบท้ายสัญญาและข้อตกลงเพิ่มเติมต่อท้ายสัญญาตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
3
ระหว่างการปฏิบัติตามสัญญาในปีที่ 3 ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับผลกระทบจากสภาวะด้านการตลาดที่เปลี่ยนไปจากตลาดของผู้ขายมาเป็นตลาดของผู้ซื้อเพราะคู่กรณีได้อนุญาตให้บริษัท
................................... จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR MOBILE
TELEPHONE) ซึ่งเป็นการให้บริการโทรศัพท์พกพาที่มีลักษณะเช่นเดียวกันกับบริการ
TPS ของผู้เสนอข้อพิพาท
แต่ค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่มีอัตราต่ำกว่าค่าบริการ TPS ทำให้ผู้ใช้บริการ
TPS มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ ประกอบกับสถานีรับ-ส่งกลางของบริการ TPS ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำการติดตั้งไปแล้วกว่า
2,600 สถานี ยังไม่เพียงพอในการให้บริการแก่ประชาชน
ผู้เสนอข้อพิพาทจึงขอปรับปรุงการบริการ TPS ให้สามารถใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์ออกและโทรศัพท์เข้า
ตามที่ระบุไว้ในภาคผนวกแนบท้ายสัญญา ...........................................
THAILAND Proposal หน้า 51 ย่อหน้าที่ 4
ความว่า "Initially the Telepoint service will provide
an originating only call facility. This will be extended to a two-way service
at a later date when suitable equipment is available" โดยผู้เสนอข้อพิพาทขอปรับปรุงอัตราค่าบริการและขอพัฒนาการให้บริการด้วยการนำเทคโนโลยีแบบ
PPS-2000 มาใช้
แต่คู่กรณีมิได้แจ้งให้ผู้เสนอข้อพิพาททราบว่าจะให้ดำเนินการได้หรือไม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2538 ผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอเทคโนโลยีอีก 2 แบบให้คู่กรณีพิจารณาได้แก่ระบบ
CODE DIVISION MULTIPLE (CDMA) และ PERSONAL HANDY
PHONE SYSTEM (PHS) โดยขอให้คู่กรณีจัดสรรคลื่นความถี่ในการใช้งานระบบดังกล่าวด้วย
ตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข 5 แต่คู่กรณีก็เพิกเฉยไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอข้อพิพาททราบ
วันที่ 16 มกราคม 2539 คู่กรณีมีหนังสือถึงผู้เสนอข้อพิพาทให้ผู้เสนอข้อพิพาทแจ้งความประสงค์ว่าจะดำเนินการตามสัญญาต่อไปหรือไม่และมีแผนการดำเนินการตามสัญญาอย่างไร
วันที่ 30 มกราคม 2539 ผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำหนังสือยืนยันที่จะดำเนินการตามสัญญาต่อไป
และขอชะลอการชำระค่าตอบแทนตามสัญญาจนกว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับการพัฒนาเป็นระบบ TWO-WAY
จากคู่กรณีตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข 6,7 และ 8
ตั้งแต่เดือนกันยายน 2536 จนถึงเดือนมีนาคม 2539
เป็นเวลาประมาณ 2 ปีเศษ
คู่กรณีไม่แจ้งผลการพิจารณาคำขอของผู้เสนอข้อพิพาทเกี่ยวกับการพัฒนาเป็นระบบ TWO-WAY
ดังนั้น เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2539 ผู้เสนอข้อพิพาทจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
นอกจากนี้ยังได้ทำหนังสือร้องเรียนและขอความเป็นธรรมไปยังคณะกรรมการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยคู่กรณี
ตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข 9 ถึง 13 แต่คู่กรณีก็ยังเพิกเฉยไม่แจ้งผลการพิจารณาแก่ผู้เสนอข้อพิพาทแต่อย่างใด
วันที่ 25 ตุลาคม 2539 ผู้เสนอข้อพิพาทมีหนังสือถึงคู่กรณี
ขอให้คู่กรณีพิจารณาอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทนำเทคโนโลยีระบบ DIGITAL
ENHANCED CORDLESS TELECOMMUNICATIONS(DECT) มาให้บริการตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
14
วันที่ 10 กรกฏาคม 2540 คู่กรณีได้เชิญผู้เสนอข้อพิพาทเข้าร่วมประชุมพิจาณณาแนวทางดำเนินการตามสัญญา
ผลการพิจารณามีความเห็นตรงกันว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทสามารถดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาระบบ DECT ตามเงื่อนไขสัญญาได้
แต่คู่กรณีให้ผู้เสนอข้อพิพาทจัดทำข้อเสนอและแผนการดำเนินงานเสนอต่อคู่กรณีอีกครั้งหนึ่งซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทได้จัดส่งให้คู่กรณีเมื่อวันที่
14 กรกฏาคม 2540 ตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
15 และต่อมาเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2540
ผู้เสนอข้อพิพาทได้จัดส่งรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลบางอย่างตามที่คู่กรณีต้องการ
ตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข 16 แต่แล้วคู่กรณีก็มิได้แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอข้อพิพาททราบวันที่
25 กันยายน 25410, 2 ตุลาคม 2540
และ 8 ธันวาคม 2540 ผู้เสนอข้อพิพาทร้องขอความเป็นธรรมไปยังคู่กรณี
ขอให้เร่งรัดการพิจารณาตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข 17,18 และ19ตามลำดับ แต่คู่กรณียังเพิกเฉยเช่นเดิม
ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 คู่กรณีมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยอ้างว่าผู้เสนอข้อพิพาทผิดสัญญา
ไม่ชำระค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ
ค่าเช่าและค่าใช้บริการโทรศัพท์ให้แก่คู่กรณีตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
20 วันที่ 21 พฤษภาคม 2541 ผู้เสนอข้อพิพาทมีหนังสือโต้แย้งการบอกเลิกสัญญาไปยังคู่กรณี
โดยให้เหตุผลว่าคู่กรณีไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา
การบอกเลิกสัญญาเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและการที่คู่กรณีประวิงเวลาในการพิจารณาข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นเวลากว่า
5 ปีมิใช่เป็นความผิดของผู้เสนอข้อพิพาท
แต่เป็นความผิดของคู่กรณีซึ่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบตามสัญญา เนื่องจากการนำเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์ใด ๆ
เข้ามาให้บริการจะต้องผ่านความเห็นชอบจากคู่กรณีก่อนตามเอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
21
การประวิงเวลาของคู่กรณีในการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นเวลานายเกินกว่า
5 ปี คู่กรณีจึงตกเป็นผู้ผิดสัญญา ประกอบกับคู่กรณีได้บอกเลิกสัญญาเป็นเหตุให้ผู้เสนอข้อพิพาทได้รับความเสียหาย
ดังนี้
1.
สูญเสียเงินลงทุนในการดำเนินงานโครงการดังกล่าวเป็นเงิน 608,000,000.-บาท
2.
ขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามสัญญา เป็นเงิน
10,103,500,000.-บาท เมื่อนำเงินลงทุนของผู้เสนอข้อพิพาทจำนวน 608,000,000.-บาท
และผลประโยชน์ที่จะแบ่งให้แก่คู่กรณีจำนวน 2,081,070,000.-บาท มาหักออกแล้ว
คงเหลือผลประโยชน์สุทธิที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะได้รับได้รับจากการดำเนินงานตามสัญญาเป็นเงิน
7,414,430,000.-บาท
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทติดใจเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากคู่กรณีเป็นเงินเพียง 3,707,215,000.-บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าคู่กรณีจะชำระเสร็จ
3.
เนื่องจากคู่กรณีไม่ปฏิบัติตามสัญญาและบอกเลิกสัญญา
คู่กรณีจึงต้องคืนเงินตามหนังสือค้ำประกัน จำนวน 20,000,000.-บาท ซึ่งคู่กรณีได้รับไปจากธนาคารให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท
หากอนุญาโตตุลาการเห็นว่า คู่กรณีมิได้เป็นผู้ผิดสัญญา
เมื่อคู่กรณีบอกเลิกสัญญาโดยผู้เสนอข้อพิพาทมิได้เป็นผู้ผิดสัญญา
มีผลทำให้ผู้เสนอข้อพิพาทกลับสู่ฐานะเดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 391
คู่กรณีจึงต้องคืนเงินลงทุนจำนวน 608,000,000.-บาท และเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน 20,000,000.-บาท
พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันยื่นคำเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าคู่กรณีจะชำระเสร็จ
จึงขอให้คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทตามที่ได้ตกลงกันในสัญญาข้อ
38 ว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดสัญญาให้ชดใช้เงินลงทุนในการดำเนินโครงการจำนวน 608,000,000.-บาท ค่าขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามสัญญาจำนวน 3,707,215,000.-บาท
และเงินประกันที่คู่กรณีเรียกเอาตามหนังสือค้ำประกันจำนวน 20,000,000.-บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของเงินทั้งหมดดังกล่าว ในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท
หากคณะอนุญาโตตุลาการเห็นว่าคู่กรณีมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา
ขอให้ชี้ขาดให้ผู้เสนอข้อพิพาทกลับคืนสู่ฐานะเดิม
โดยให้คู่กรณีชดใช้เงินลงทุนจำนวน 608,000,000.-บาท กับเงินประกันจำนวน
20,000,000.-บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนนับแต่วันเสนอข้อพิพาทไปจนกว่าชำระเสร็จแก่ผู้เสนอข้อพิพาท
คู่กรณียื่นคำคัดค้านและคำเสนอข้อพิพาทแย้งว่า
คู่กรณีได้ทำสัญญาอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการบริการโทรศัพท์พกพาระบบ
TELEPOINT
SERVICE (TPS) มีกำหนด 10 ปี
โดยผู้เสนอข้อพิพาทเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2534
เป็นต้นมา
ต่อมาในระหว่างดำเนินการตามสัญญาปีที่
3 ปรากฏว่าการบริการระบบ TPS ไม่เป็นที่นิยมของผู้ใช้บริการและจำนวนผู้ใช้บริการไม่เป็นไปตามสัญญา
ผู้เสนอข้อพิพาทได้ยื่นข้อเสนอขอเปิดบริการโทรศัพท์แบบเรียกเข้าและเรียกออกได้
พร้อมกับขอขยายอายุสัญญา ปรับปรุงโครงสร้างอัตราค่าบริการ และส่วนแบ่งรายได้
ซึ่งคู่กรณีก็ได้ดำเนินการพิจารณาข้อเสนอดังกล่าวตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของคู่กรณีโดยคู่กรณีได้นำเรื่องของผู้เสนอข้อพิพาทให้คณะกรรมการของคู่กรณีทำการพิจารณาเป็นการเร่งด่วนในทันที
มิได้ประวิงเวลาในการพิจารณาข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทแต่ประการใด
ผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอขอปรับปรุงกิจการโทรศัพท์พกพาให้สามารถเรียกเข้าและเรียกออกได้ต่อคู่กรณีหลายครั้งหลายหนไม่เป็นที่ยุติได้
และแต่ละครั้งได้เสนอเทคโนโลยีระบบแตกต่างไปจากสัญญาเดิมกล่าวคือ
เมื่อเดือนกันยายน 2536
เสนอขอนำเทคโนโลยีระบบ PPS-2000 ซึ่งใช้ความถี่ย่าน
1900 MHz.มาดำเนินการ
คู่กรณีก็ได้รับพิจารณาและแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมหารือกับผู้เสนอข้อพิพาท
ในที่สุดคณะกรรมการเห็นชอบให้ผู้เสนอข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราค่าบริการ
โครงสร้างส่วนแบ่งรายได้
โดยให้ผู้เสนอข้อพิพาทเปิดให้บริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรียกออกได้โดยใช้เทคโนโลยีของ
FONEPOINT ในปัจจุบัน และในปี พ.ศ.
2538 ระหว่างที่คู่กรณีส่งร่างข้อตกลงต่อท้ายสัญญาให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณานั้นเอง
เมื่อเดือนกันยายน 2538 ผู้เสนอข้อพิพาทได้ยื่นข้อเสนอต่อคู่กรณีขอนำเทคโนโลยีระบบ
PHS ซึ่งใช้ความถี่ในย่าน 1900 MHz.เช่นเดียวกันมาดำเนินการแทนระบบ
CT-2 คู่กรณีจึงส่งเรื่องข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทให้คณะกรรมการพิจารณา
แต่ผลการพิจารณาของคณะกรรมการยังไม่อาจหาข้อยุติได้ว่าระบบ PHS เป็นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือไม่ ต่อมาในเดือนตุลาคม 2538 สำนักงานอัยการสูงสุดให้ข้อสังเกตว่าหากคู่กรณีอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรีบกออกได้
อาจฝ่าฝืนบทคุ้มครองสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการบริการโทรศัพมท์เคลื่อนที่(CELLULAR MOBILE
TELEPHONE) ที่คู่กรณีมีอยู่กับบริษัท ....................................
การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาเดิมอย่างสิ้นเชิงเข้าลักษณะโครงการใหม่
ในระหว่างที่ผู้เสนอข้อพิพาทยื่นข้อเสนอนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาให้คู่กรณีพิจารณณานั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทได้ยุติการดำเนินกิจกรรมทางด้านการตลาดและค้างชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญาปีที่
4 คู่กรณีได้แจ้งให้ผู้เสนอข้อพิพาทปฏิบัติตามสัญญา
หากไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง คู่กรณีจำเป็นต้องใช้สิทธิตามสัญญา
ผู้เสนอข้อพิพาทจึงได้เสนอแผนการชำระเงินโดยทยอยชำระเป็นงวด
และนำเงินมาผ่อนชำระให้คู่กรณีเพียงงวดเดียวเท่านั้น
หลังจากผู้เสนอข้อพิพาททราบคำวินิจฉัยของสำนักงานอัยการสูงสุดว่าการเสนอขอเปิดบริการโทรศัพท์พกพาแบบ
PHS เข้าลักษณะโครงการใหม่ ในระหว่างเดือนมีนาคม - กรกฏาคม 2539 ผู้เสนอข้อพิพาทได้เปลี่ยนแปลงข้อเสนอหลายครั้ง
เพื่อไม่ให้เข้าหลักเกณฑ์โครงการใหม่ในเดือนตุลาคม 2539 ผู้เสนอข้อพิพาทได้เปลี่ยนแปลงข้อเสนอใหม่ขอนำเทคโนโลยีระบบ
1900 MHz มาดำเนินการแทน
ต่อมาเดือนมิถุนายน 2540 สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีความเห็นว่าข้อเสนอขอเปิดบริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรียกออกระบบ
DECT เป็นการเปลี่ยนแปลงสิทธิตามสัญญาข้อพิพาทได้รับมาแต่เดิมและในระหว่างวันเวลาที่คู่กรณีกำลังพิจารณาข้อเสนอระบบ
DECT ของผู้เสนอข้อพิพาทอยู่นั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอขอนำเลขหมายของโทรศัพท์พกพา FONE POINT ไปให้บริการโทรศัพท์สาธารณะเพื่อหารายได้นำมาส่งให้คู่กรณี
แต่เนื่องจากการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะนั้น
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกามีความเห็นว่า
คู่กรณีจะให้เอกชนดำเนินการได้จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติร่วมลงทุนฯ
พ.ศ. 2535 คู่กรณีจึงไม่อนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการ
เนื่องจากสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ชัดแจ้งว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทมีสิทธิดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรียกออกได้ด้วยเทคโนโลยีระบบใด
คู่กรณีจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและต้องใช้เวลาพอสมควรในการพิจารณาศึกษารายละเอียดข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทในด้านต่าง
ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อกฎหมาย ข้อสัญญา การเงิน
การลงทุนและเทคนิคของระบบที่จะนำมาดำเนินการ
อนึ่งบางครั้งคู่กรณีจำเป็นต้องหารือข้อกฎหมายและข้อสัญญากับสำนักงานอัยการสูงสุดหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ประกอบกับข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาหลายประการ
เช่น ความถี่ที่จะใช้ดำเนินการ ลักษณะการให้บริการ อุปกรณ์ในระบบ
อัตราค่าบริการตลอดจนการขยายอายุสัญญา
ซึ่งมีผลกระทบระหว่างผู้เสนอข้อพิพาทกับคู่กรณีและระหว่างคู่กรณีกับเอกชนหรือนิติบุคคลที่ได้รับสัมปทานจากคู่กรณีไปก่อนแล้ว
หากคู่กรณีอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงโครงข่ายโทรศัพท์พกพาใหม่
เพื่อให้เรียกเข้าและเรียกออกได้
กับขยายระยะเวลาดำเนินการออกไปอีกคู่กรณีอาจถูกนิติบุคคลหรือเอกชนรายอื่นเรียกร้องค่าเสียหายได้และจะมีผลกระทบต่อการดำเนินงานของคู่กรณีในอนาคต
ในกรณีที่ผู้เสนอข้อพิพาทไม่สามารถดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ดังเช่นที่ผ่านมา
ในระหว่างที่คู่กรณีกำลังพิจารณาข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทอยู่นั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทก็คงมีภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยเคร่งครัด
รวมทั้งจะต้องดำเนินการให้บริการตามสิทธิและหน้าที่ที่ได้รับไปจากคู่กรณีจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อสัญญาปรากฏหลักฐานว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทได้ปฏิบัติผิดสัญญาอยู่ตลอดเวลาทั้งมิได้ดำเนินการให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคหรือผู้ใช้โทรศัพท์แต่ประการใด
การดำเนินกิจการของผู้เสนอข้อพิพาท ประสบภาวะขาดทุน ประสบภาวะวิกฤตทางการเงิน
เนื่องจากการบริหารงานของผู้เสนอข้อพิพาทล้มเหลวขาดสภาพคล่อง และขาดเอกภาพ
ซึ่งเป็นผลมาจากความผิดพลาดของผู้เสนอข้อพิพาท
รวมทั้งการได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทางด้านการตลาดอย่างรุนแรงของผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศ
มิใช่เกิดจากการที่คู่กรณีไม่พิจารณาอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรียกออกได้แต่ประการใด
คู่กรณีได้ผ่อนปรนและได้ให้การสนับสนุนกิจการของผู้เสนอข้อพิพาทในขอบเขตของสัญญามาโดยตลอด
คู่กรณีพิจารณาแล้วเห็นว่าภาระหนี้สินของผู้เสนอข้อพิพาทได้เพิ่มสูงเกินกว่าหลักประกัน
อีกทั้งผู้เสนอข้อพิพาทได้ประวิงเวลาส่งมอบหลักประกันเพิ่มเติม
ในการนี้คู่กรณีได้มีหนังสือบอกกล่าวให้ผู้เสนอข้อพิพาททราบถึงการปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าว
และขอให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาแต่ผู้เสนอข้อพิพาทเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด
ๆ ซึ่งหากคู่กรณีไม่ยุติสัญญาโดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยต่อไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายและส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของผู้เสนอข้อพิพาทเอง
และคู่กรณีด้วย จึงได้บอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 และดำเนินการตามสัญญาข้อ 33 ริบหลักประกันสัญญา
และเรียกให้ธนาคารผู้ค้ำประกันชำระเงินตามสัญญาค้ำประกันจากธนาคาร เชส แมนแฮตตัน
จำนวน 20,000,000.-บาท และจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวน 12,000,000.-บาท
และจำนวนเงินที่คู่กรณีได้รับจากธนาคารผู้ค้ำประกัน และจำนวนเงินที่คู่กรณีได้รับจากธนาคารผู้ค้ำประกันสามารถนำมาชำระหนี้ที่ผู้เสนอข้อพิพาทค้างชำระได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทได้ฝ่าฝืนและละเมิดต่อเงื่อนไขของสัญญา
โดยค้างชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามสัญญาปีที่ 5 ถึงปีที่ 7
และไม่นำหลักประกันของแต่ละปีมามอบให้แก่คู่กรณี
แม้คู่กรณีจะได้มีการบอกกล่าวทวงถามให้ผู้เสนอข้อพิพาทปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อสัญญาหลายครั้ง
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทกลับเพิกเฉยไม่นำพา
แสดงให้เห็นว่าผู้เสนอข้อพิพาทมีเจตนาที่จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามข้อสัญญาจากกรณีดังกล่าวแล้วผู้เสนอข้อพิพาทจึงเป็นฝ่ายปฏิบัติผิดสัญญาทั้งสิ้น
คู่กรณีจึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาโดยชอบ
ตามสัญญาข้อ 37 หากการดำเนินงานของผู้เสนอข้อพิพาท
มีเหตุให้คู่กรณีเชื่อได้ว่าผู้เสนอข้อพิพาท
ไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาให้ลุล่วงไปด้วยดี หรือปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่ง
ข้อใดก็ดีคู่กรณีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
และผู้เสนอข้อพิพาทต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้แก่คู่กรณี
ผู้เสนอข้อพิพาทไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากคู่กรณี
และไม่มีสิทธิเรียกทรัพย์สินที่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของคู่กรณีคืน
ความเสียหายและการสูญเสียการลงทุนในการดำเนินงานโครงการของผู้เสนอข้อพิพาทไม่ได้เกิดจากสาเหตุที่คู่กรณีบอกเลิกสัญญา หากแต่เกิดจากความผิดพลาด
และความล้มเหลวในการบริหารงานของผู้เสนอข้อพิพาทเองทั้งสิ้น และนับแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา
ผู้เสนอข้อพิพาทได้ยุติกิจกรรมทางด้านการตลาดโดยสิ้นเชิง ตลอดจนรื้อถอนอุปกรณ์ชุมสาย
และสถานีรับ-ส่งสัญญาณบางส่วน
คู่กรณีจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนเงินลงทุนจำนวน 608,000,000 บาท
และคืนเงินตามหนังสือค้ำประกัน จำนวน 20,000,000 บาท
พร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่ผู้เสนอข้อพิพาทแต่ประการใดสำหรับค่าขาดประโยชน์ของผู้เสนอข้อพิพาทที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามสัญญา
จำนวน 3,707,215,000 บาท นั้น
คู่กรณีก็ไม่จำต้องรับผิดชอบชดใช้ให้แก่ผู้เสนอเช่นกัน เนื่องจากเป็นค่า
ประโยชน์ที่ผู้เสนอข้อพิพาทคาดหวังว่าจะได้ในอนาคตเท่านั้น
เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายผิดสัญญาและคู่กรณีใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแล้ว
ตามสัญญาข้อ 34 ผู้เสนอข้อพิพาทจึงต้องรับผิดตามสัญญาข้อ 29.5, 30, 32, 33 และ 35 ชำระเงินให้แก่คู่กรณี ดังนี้
1.
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ปีที่ 5 งวดที่ 1
เป็นเงิน 2,342,322.47 บาท, ปีที่ 5 งวดที่
2, 3 และ 4 เป็นเงินงวดละ 7,000,000.-บาท, ปีที่ 6 งวดที่ 1 ถึง 4 เป็นเงินงวดละ 11,250,000.-บาท, ปีที่ 7 งวดที่ 1 ถึง 3 เป็นเงินงวดละ 14,500,000.-บาท และปีที่ 7 งวดที่ 4 เป็นเงิน
11,116,666.67 บาท รวมเป็นเงิน 129,958,989.14 บาท ค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% เป็นเงิน 12,995,898.91
บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับถึงวันบอกเลิกสัญญา เป็นเงิน 19,724,429.- บาท
รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 162,679,317.05 บาท
2.
ค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ 3 ปี เป็นเงิน 600,000
บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน นับถึงวันบอกเลิกสัญญา
เป็นเงิน 77,500 บาท รวมเป็นเงิน 677,500 บาท
3.
ค่าเช่าและค่าใช้บริการโทรศัพท์
ณ วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538 เป็นเงิน
13,108,179.35 บาท และภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% เป็นเงิน 1,310,817.94 บาท รวมเป็นเงิน 14,418,997.29
บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
จากการชำระเงินล่าช้า (ระหว่างเดือน มีนาคม - กันยายน 2537) เป็นเงิน 318,567.31 บาท
4.
ค่ากระแสไฟฟ้า จำนวน 96,941.25 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 10% เป็นเงิน 9,694.13 บาท รวมเป็นเงิน 106,635.38
บาท
5.ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญาจนถึงวันสิ้นสุดสัญญา
เป็นเงิน268,383,333.34 บาท และค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 10%
เป็นเงิน 26,838,333.33 บาท รวมเป็นเงิน
295,221,666.67 บาท
รวมเป็นเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะต้องชำระให้แก่คู่กรณีทั้งสิ้น จำนวน
473,422,683.69 บาท
คู่กรณีได้แจ้งให้ผู้เสนอข้อพิพาทชำระแล้ว แต่ผู้เสนอข้อพิพาทเพิกเฉยไม่ยอมชำระ
ขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาทและให้ผู้เสนอข้อพิพาทชำระเงิน จำนวน 473,422,683.69
บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับแต่วันบอกเลิกสัญญาไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่คู่กรณี
กับให้ผู้เสนอข้อพิพาทชำระค่าใช้จ่ายทั้งหมดและค่าทนายความอย่างสูงแทนคู่กรณีด้วย
ผู้เสนอข้อพิพาทยื่นคำคัดค้านคำเสนอข้อพิพาทแย้งว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทมิได้ปฏิบัติผิดสัญญากล่าวคือ
เทคโนโลยีที่ผู้เสนอข้อพิพาทนำมาใช้ดำเนินการให้บริการแก่ประชาชนในระยะเริ่มต้น
คือระบบ CT-2 ซึ่งสามารถโทรศัพท์ออกได้เพียงอย่างเดียว
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้งในขณะเข้าทำสัญญาแล้วว่า ในอนาคต
ในระยะที่สอง
ผู้เสนอข้อพิพาทจะนำเทคโนโลยีที่สามารถใช้ได้ทั้งโทรศัพท์เข้าและโทรศัพท์ออกมาดำเนินการ
เมื่อทำสัญญากันแล้ว ผู้เสนอข้อพิพาทสามารถติดตั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ TPS
รวมทั้งสถานีรับ - ส่งสัญญาณกลาง (RADIO
BASE STATION) ได้ตามกำหนดเวลาของสัญญาและเปิดให้บริการได้ภายใน 1
ปี ทั้งสามารถติดตั้งสถานีรับ - ส่งสัญญาณกลางได้เกินกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ในสัญญา
อนึ่ง สัญญากำหนดว่า จากวันเปิดให้บริการ TPS เมื่อถึงวันสิ้นปีที่
2 ผู้เสนอข้อพิพาทต้องดำเนินการให้ผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 2,500
เครื่อง แต่ผู้เสนอข้อพิพาทสามารถดำเนินการให้มีผู้ใช้บริการ จำนวน 4,167
เครื่อง
เมื่อการดำเนินงานตามสัญญาเข้าสู่ปีที่ 3 ผู้เสนอข้อพิพาทได้ทดลองปรับปรุงกิจการ
TPS ให้มีลักษณะคล้าย TPS ระบบ 2
ทาง โดยนำระบบวิทยุติดตามตัว (PAGING) มาใช้งานร่วมกับเครื่อง
TPSในลักษณะทดแทนการเรียกเข้า
ปรากฏว่าสามารถทำให้มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 9,536 เครื่อง
ซึ่งเป็นจำนวนสูงกว่าข้อกำหนดตามสัญญามากและแสดงว่าผู้ใช้บริการต้องการให้มีการติดต่อได้ทั้งสองทางข้อที่คู่กรณีอ้างว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทผิดพลาดในเรื่องการศึกษาข้อมูลทางด้านการตลาดก็ดี
การบริหารงานผิดพลาดก็ดี หรือการไม่มีเอกภาพในการบริหารก็ดี
จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย ปราศจากมูลความจริง อนึ่ง
ในระหว่างนั้นผู้เสนอข้อพิพาทเห็นว่ามีเหตุสุดวิสัยและความจำเป็นที่จะต้องนำบริการ
TPS ที่สามารถใช้งานได้ทั้งโทรศัพท์ออกและโทรศัพท์เข้าตามที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้แสดงเจตนาไว้ตั้งแต่ต้นมาดำเนินการ
เนื่องจากขณะนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์ TPS เดิม
ได้เลิกผลิตอุปกรณ์และพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ทดแทนเพราะระบบดิมล้าสมัยไม่สามารถสนองตอบความต้องการของผู้ใช้บริการได้
เทคโนโลยีที่ผู้เสนอข้อพิพาทเห็นว่าเหมาะสมในเวลานั้น คือ ระบบ PPS - 2000 ซึ่งมีกำหนดทางเทคนิคไม่ด้วยกว่าที่ระบุไว้ในสัญญาข้อ 11 วันที่ 29 กันยายน 2536 ผู้เสนอข้อพิพาทแจ้งเหตุดังกล่าวให้คู่กรณีทราบ
ประมาณกลางปี 2537 ผู้เสนอข้อพิพาททราบว่า
คู่กรณีตั้งคณะบุคคลขึ้นพิจารณาข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทระหว่างนั้นผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลและนำเสนอเอกสารที่เกี่ยวข้องทางเทคนิคหลายครั้ง
จนเวลาผ่านพ้นไปกว่า 2 ปี
คู่กรณีก็ยังไม่แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้เสนอข้อพิพาททราบ
ในด้านการนำส่งรายได้ให้แก่คู่กรณี
ผู้เสนอข้อพิพาทสามารถชำระให้แก่คู่กรณีตามที่สัญญากำหนด โดยปีที่ 1 ชำระเป็นเงินขั้นต่ำ 1,000,000 บาท ส่วนปีที่ 2
และปีที่ 3 ผู้เสนอข้อพิพาทชำระให้แก่คู่กรณีเป็น
จำนวนเงินสูงกว่าขั้นต่ำตามที่สัญญากำหนด
โดยปีที่ 2 สัญญากำหนดให้ชำระเงินขั้นต่ำ 1,000,000 บาท
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทชำระให้เป็นเงิน 1,300,000 บาท และปีที่ 3
สัญญากำหนดให้ชำระเป็นเงินขั้นต่ำ 3,000,000 บาท
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทชำระให้เป็นเงิน 7,500,000 บาท
สำหรับปีที่ 4 ผู้เสนอข้อพิพาทชำระให้แก่คู่กรณีเป็นเงินขั้นต่ำตามที่สัญญากำหนด
ระหว่างปีที่ 3 ถึงปีที่ 5 ซึ่งคู่กรณีประวิงเวลาในการหาผลสรุปข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทอยู่นั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทยังคงมีภาระที่จะต้องชำระผลประโยชน์ตามสัญญาให้แก่คู่กรณี
แต่กิจการของผู้เสนอข้อพิพาทได้เข้าสู่ภาวะวิกฤตและไม่สามารถขยายต่อไปได้ เนื่องจากเครื่องมือและอุปกรณ์
TPS ที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้ลงทุนจัดหามาติดตั้งเพื่อให้บริการตามสัญญา
โดยเฉพาะสถานีรับ - ส่งสัญญาณกลาง
ซึ่งติดตั้งไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดเสียขึ้นบ่อยครั้ง
ก็ไม่สามารถซ่อมแซมได้เพราะไม่อาจจัดซื้ออะไหล่มาทำการซ่อมบำรุงเนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเลิกผลิตเป็นการถาวร
ทำให้รัศมีการให้บริการลดลง กระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้บริการ
ประกอบกับขณะนั้นบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CELLULAR ซึ่งเป็นคู่สัญญาของคู่กรณีและมีลักษณะการให้บริการคล้าย
TPS ดำเนินกิจกรรมทางด้านการตลาดแข่งขันกับผู้ให้บริการรายอื่นอย่างรุนแรง
ด้วยการขยายกิจการและเครือข่ายไปทั่วประเทศ
ด้วยปัจจัยที่มีความสะดวกในการใช้งานสามารถเรียกออกและเรียกเข้าได้
ทั้งอัตราค่าบริการก็ต่ำกว่าบริการ TPS จึงได้รับความสนใจจากประชาชนอย่างรวดเร็ว
ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานตามสัญญาของผู้เสนอข้อพิพาท เป็นเหตุให้จำนวนผู้ใช้บริการและรายได้ของผู้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นรายได้หลัก
ลดลงเป็นจำนวนมาก
เดือน กุมภาพันธ์ 2538 คู่กรณีเชิญผู้เสนอข้อพิพาทเข้าประชุมและแจ้งในที่ประชุมทราบว่า
คู่กรณีตกลงให้ผู้เสนอข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราค่าบริการและโครงสร้างส่วนแบ่งรายได้พร้อมทั้งให้เปิดบริการ
TPS แบบเรียกเข้าและเรียกออกได้
โดยให้ผู้เสนอข้อพิพาทเสนอข้อกำหนดทางเทคนิคของอุปกรณ์ที่จะนำมาให้บริการให้คู่กรณีพิจารณาก่อน
แต่เมื่อผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอข้อกำหนดทางเทคนิคและแผนการดำเนินงานตามความประสงค์ของคู่กรณีแล้ว
ได้มีการพิจารณาหลายครั้ง
ทุกครั้งได้เรียกให้ผู้เสนอข้อพิพาทเข้าร่วมประชุมโดยให้ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมมาโดยตลอด
ในที่สุดคู่กรณีก็ไม่อาจหาข้อยุติได้
ข้อที่คู่กรณีอ้างว่า ในเดือน ตุลาคม 2538 อัยการสูงสุดได้ส่งร่างข้อตกลงต่อท้ายสัญญาคืนมาให้แก่คู่กรณีและให้ข้อสังเกตว่า
หากคู่กรณีอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาแบบเรียกเข้าและเรียกออกได้
อาจฝ่าฝืนบทคุ้มครองสิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (CELLULAR
MOBILE TELEPHONE) ที่คู่กรณีมีอยู่กับบริษัท.......................................................................................เป็นการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของสัญญาเดิมอย่างสิ้นเชิง
เข้าลักษณะของโครงการใหม่นั้น
หากคู่กรณีซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญขึ้นพิจารณาลักษณะการให้บริการ TPS
และรายละเอียดของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้กับ TPS
ซึ่งในอนาคตจะให้บริการแบบเรียกเข้าและเรียกออกได้ตั้งแต่เบื้องต้นที่ผู้เสนอข้อพิพาทยื่นเสนอขอดำเนินการเห็นว่า
ฝ่าฝืนบทคุ้มครองกับบริษัท.................................................................................
ดังกล่าวแล้ว คู่กรณีก็คงไม่ตอบรับผู้เสนอข้อพิพาทดำเนินการให้บริการตั้งแต่เริ่มแรก
นอกจากนั้น อัยการสูงสุดเพียงให้ความเห็นตามข้อมูลที่คู่กรณีเสนอให้เท่านั้น
มิใช่ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคหน้าที่ในการพิจารณาควรจะเป็นคู่กรณีซึ่งเป็นหน่วยงานที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีระบบโทรคมนาคมและเป็นผู้พิจารณาข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทมาแต่ต้น
จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึง พ.ศ. 2541 เข้าสู่การดำเนินการตามสัญญาปีที่ 7 ผู้เสนอข้อพิพาทก็ยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นหนังสือว่า
ที่คู่กรณีอนุญาตให้ผู้เสนอข้อพิพาทสามารถนำเข้าอุปกรณ์เพื่อนำมาให้บริการ TPS แบบเรียกเข้าและเรียกออกนั้น
ผู้เสนอข้อพิพาทจะต้องนำเทคโนโลยีใดมาดำเนินการ ทั้ง ๆ
ที่เรื่องนี้ได้พิจารณามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เป็นระยะเวลานานเกินกว่าวิญญูชนทั่วไปจะปฏิบัติในการพิจารณาข้อเสนอใด ๆ
ผู้เสนอข้อพิพาทจึงได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังผู้เกี่ยวข้อง
เพื่อให้ช่วยเร่งรัดคู่กรณี สรุปผลการพิจารณาโดยเร็ว
แต่คู่กรณีไม่ได้ดำเนินการกลับอ้างว่าข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทเข้าลักษณะโครงการใหม่เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราค่าบริการ
โครงสร้างส่วนแบ่งรายได้ อุปกรณ์ในระบบ ความถี่
รวมทั้งการขยายระยะเวลาการดำเนินงาน พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าคู่กรณีเป็นผู้ผิดสัญญาเพราะประวิงเวลามิให้ผู้เสนอข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี
เนื่องจากผู้เสนอข้อพิพาทมิได้ผิดสัญญา
คู่กรณีจึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ
ค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ
ค่าดอกเบี้ยของเงินค่าเช่าและค่าใช้บริการโทรศัพท์จากการชำระเงินล่าช้า (ระหว่างเดือน มีนาคม - กันยายน 2537) ค่ากระแสไฟฟ้าและค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตั้งแต่วันบอกเลิกสัญญา
จนถึงวันสิ้นสุดสัญญา จากผู้เสนอข้อพิพาทตามข้อเรียกร้องแย้ง
ขอให้ยกข้อเรียกร้องแย้ง
คณะอนุญาโตตุลาการได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยความเห็นชอบของคู่พิพาทและกำหนดภาระการพิสูจน์ดังนี้
1.
คู่กรณีเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่
และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสนอข้อพาทหรือไม่ เพียงใด
2.
คู่กรณีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่
และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่กรณีเป็นการใช้
สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่
3.
ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่
และคู่กรณีมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เสนอข้อพิพาทรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่
เพียงใด
ภาระการพิสูจน์
ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 และ 2 ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง
ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้เสนอข้อพิพาท ส่วนประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 คู่กรณีเป็นฝ่ายกล่าวอ้าง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่คู่กรณี
ให้ผู้เสนอข้อพิพาทนำสืบก่อนตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 และ 2
เสร็จแล้วให้คู่กรณีนำสืบแก้และนำสืบตามประเด็นข้อพิพาทข้อ 3
พร้อมกันไปในคราวเดียวกัน
จากนั้นผู้เสนอข้อพิพาทนำสืบแก้เฉพาะประเด็นข้อพิพาทข้อ 3
คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาพยานหลักฐานและคำแถลงการณ์ปิดคดีของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย
แล้ว
เห็นสมควรวินิจฉัยตามประเด็นข้อพิพาทเป็นลำดับไป
ประเด็นข้อพิพาทข้อ 1 คู่กรณีเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่
และต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาทหรือไม่เพียงใด
ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการบริการโทรศัพท์พกพาระบบ TELEPOINT SERVICE ระหว่างคู่กรณีกับผู้เสนอข้อพิพาทฉบับลงวันที่
30 พฤษภาคม 2533
คู่กรณีตกลงให้อนุญาตและผู้เสนอข้อพิพาทตกลงรับอนุญาตดำเนินการให้บริการโทรศัพท์พกพาระบบ
TELEPOINT SERVICE(ระบบ
TPS) ทั่วประเทศมีกำหนด 10 ปี
โดยผู้เสนอข้อพิพาทเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาสถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์ TPS
ทั้งหมด และดำเนินการติดตั้ง BASE STATION ให้สามารถเปิดบริการได้ตามขั้นตอนการติดตั้งและกำหนดแล้วเสร็จแต่ละขั้น
รวม 5 ขั้นตอนดังระบุในสัญญาข้อ 6 ทั้งนี้
ผู้เสนอข้อพิพาทต้องรับผิดชอบดำเนินการให้บริการ TPS ให้มีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า
120,000 เครื่องภายในระยะเวลา 10 ปีนับแต่วันแรกที่เปิดให้บริการ
คือ วันที่ 29 พฤษภาคม 2534 และต้องจ่ายเงินผลประโยชน์ตอบแทนให้คู่กรณีเป็นรายปีเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำของแต่ละปีดังระบุในสัญญาข้อ
30
คณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาเอกสารคำเสนอข้อพิพาท
คำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง คำแก้ข้อเรียกร้องแย้ง
คำให้การพยานผู้เสนอข้อพิพาทและคู่กรณี คำแถลงการณ์ปิดคดีของทั้งสองฝ่าย ตลอดจนเอกสารต่าง ๆ
ที่ปรากฏในสำนวนกระบวนพิจารณาของคณะอนุญาโตตุลาการแล้ว ไม่ปรากฏว่าในสัญญาดังกล่าวข้างต้น
คู่กรณีกับผู้เสนอข้อพิพาทได้ทำความตกลงเกี่ยวกับระบบ TELEPOINT SERVICE (ระบบ TPS) ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทได้รับอนุญาตให้มีสิทธิและหน้าที่ดำเนินการให้บริการนี้ว่าจะมีลักษณะเป็นการให้บริการแบบ
ONE-WAY หรือแบบ TWO-WAY อย่างหนึ่งอย่างใดให้แน่ชัด
อย่างไรก็ดีในเอกสารสัญญา(เอกสารแนบท้ายคำเสนอข้อพิพาทหมายเลข
3 ) ข้อ 2 กำหนดว่า "การดำเนินการตามสัญญาข้อ 1 บริษัทเป็นผู้ลงทุนในการจัดหาสถานที่
เครื่องมือและอุปกรณ์ TPS ทั้งหมด
รายละเอียดตามข้อเสนอของบริษัทฯ ตามภาคผนวกหมายเลข 1 แนบท้ายสัญญาฯ"
ซึ่งในสัญญาดังกล่าวข้อ 36 ได้กำหนดให้เอกสารภาคผนวกหมายเลข
1 เป็นส่วนหนึ่งของสัญญา และในหน้า 43 ของภาคผนวกดังกล่าว(เอกสารของคู่กรณีแฟ้มที่ 2 หน้า 322) มีข้อความระบุว่า "ในระยะเริ่มต้นนี้โทรศัพท์สาธารณะแบบปลอดสายมีขีดความสามารถให้ผู้เช่าต่อโทรศัพท์ออกได้แต่เพียงอย่างเดียว
แต่ในอนาคตจะสามารถใช้ได้ทั้งสองทางเหมือโทรศัพท์ธรรมดา คือ
ทั้งเรียกออกและเรียกเข้าได้" และในหน้า 51 ของเอกสารภาคผนวกเดียวกัน(เอกสารของคู่กรณีแฟ้มที่ 2
หน้า 330) ระบุข้อความภาษาอังกฤษว่า "Initially
the Telepoint service will provide an originating only call facility. This will
be extended to a two-way service at a later date when suitable equipment is
available" ประกอบกับตามข้อ 5 ของบันทึกของคณะกรรมการเจรจาฯ
ที่กระทรวงคมนาคมแต่งตั้งได้รายงานผลการเจรจากับผู้เสนอข้อพิพาท(เอกสารของคู่กรณีแฟ้มที่ 2 หน้า 072) โดยกล่าวถึงลักษณะของบริการ TPS นี้ว่า "จะเป็นการบริการโทรศัพท์สาธารณะแบบปลอดสายเป็นระบบวิทยุโทรศัพท์ที่เชื่อมโยงกับข่ายโทรศัพท์ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย
โดยผ่านสถานีวิทยุรับส่งกลาง(BASE STATION) ภายในรัศมีประมาณ 100 เมตร
ในระยะเริ่มต้นนี้สามารถต่อโทรศัพท์ออกได้เพียงอย่างเดียวทั้งภายในและไปต่างประเทศ
แต่ในอนาคตจะสามารถใช้งานได้ทั้งสองทางเหมือนกับโทรศัพท์ธรรมดา คือ
ทั้งเรียกออกและเรียกเข้าได้" คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีความเห็นว่า
ถึงแม้เอกสารสัญญาจะมิได้กำหนดให้ผู้เสนอข้อพิพาทมีสิทธิและหน้าที่ดำเนินการให้บริการแบบใช้งานได้ทั้งสองทาง(TWO-WAY) เหมือนกับโทรศัพท์ธรรมดา คือ ทั้งเรียกออกและเรียกเข้าได้
แต่ผู้เสนอข้อพิพาทอาจเสนอขอให้คู่กรณีพิจารณาแก้ไข
ข้อกำหนดรายละเอียดของสัญญาซึ่งระบุไว้บนพื้นฐานของการให้บริการเรียกออกอย่างเดียว(ONE-WAY)
ให้สอดคล้องกับการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้า(TWO-WAY)ได้
หากภายในระหว่างอายุสัญญาปรากฏว่าทางด้านเทคนิคสามารถปรับปรุงลักษณะการให้บริการเป็นแบบเรียกออกและเรียกเข้า(TWO-WAY)
ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในดุลยพินิจของผู้เสนอข้อพิพาทที่จะเสนอขอแก้ไขสัญญาหากเห็นว่าสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาปรับปรุงลักษณะการให้บริการดังกล่าวและจะคุ้มค่าแก่การลงทุน
โดยคู่กรณีไม่อาจบังคับให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องดำเนินการแก้ไข แต่ถ้าผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอขอแก้ไขสัญญาแล้ว
คู่กรณีจะต้องพิจารณาดำเนินการเพื่อแก้ไขสัญญาให้เป็นการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้าได้(TWO-WAY)
ภายในระยะเวลาอันสมควร
ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากผู้เสนอข้อพิพาทเปิดให้บริการ TPS ตามสัญญาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม
2534 เป็นต้นมาจนลุล่วงเข้าปีที่ 3
ปรากฎว่าการบริการระบบ TPS ซึ่งใช้งานแบบเรียกออกอย่างเดียว
(ONE-WAY) ไม่เป็นที่นิยมของผู้ใช้บริการและจำนวนผู้ใช้บริการไม่เป็นไปตามจำนวนขั้นต่ำที่ระบุไว้ในสัญญา
ผู้เสนอข้อพิพาทจึงยื่นข้อเสนอขอเปิดบริการโทรศัพท์แบบเรียกเข้าและเรียกออก (TWO-WAY) และเนื่องจากเงื่อนไขสัญญาต่าง ๆ
ก็ได้ระบุไว้บนพื้นฐานของการให้บริการแบบเรียกออกอย่างเดียว (ONE-WAY) จึงต้องเสนอขอขยายอายุสัญญา
ปรับปรุงโครงสร้างด้านค่าบริการส่วนแบ่งรายได้ฯลฯ
กอปรกับการที่เอกสารสัญญาได้กล่าวถึงการขยายระบบ TPS ในอนาคตให้ใช้งานได้สองทาง (TWO-WAY) หากสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมดังกล่าวข้างต้นนั้น มิได้กำหนดรายละเอียดว่าจะเป็นการบริการเรียกเข้าและเรียกออกด้วยเทคโนโลยีระบบใด
ผู้เสนอข้อพิพาทจึงได้เสนอขอปรับปรุงหลายครั้งและแต่ละครั้งเสนอเทคโนโลยีต่างระบบกันในระหว่างเดือนกันยายน
2536 จนถึงเดือนตุลาคม 2539 รวม 4
ระบบ ระบบแรกได้แก่ระบบ PPS-2000 ชึ่งคณะกรรมการของคู่กรณีมีมติอนุมัติแต่จะต้องใช้เทคโนโลยีของบริการ
TPS ตามสัญญาในขณะนั้น
และผู้เสนอข้อพิพาทได้ออกหนังสือยืนยันปฏิบัติตามมติดังกล่าวแล้ว
ส่วนอีก 3 ระบบ ได้แก่
ระบบ CDMA ระบบ PHS และระบบ DECT สำหรับสามระบบหลังนี้
คู่กรณีได้รับข้อเสนอของผู้เสนอข้อพิพาทมาพิจารณาตลอดโดยต้องพิจารณารายละเอียดประกอบข้อเสนอด้วย
เช่น ความถี่ที่จะใช้ดำเนินการ ลักษณะการให้บริการ อุปกรณ์ในระบบ อัตราค่าบริการ
และการขอขยายอายุสัญญา
ซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่สัญญากำหนดไว้บนพื้นฐานของการให้บริการแบบเรียกออก
(ONE-WAY) มาเป็นข้อกำหนดใหม่ที่จะเหมาะสมสัมพันธ์กับการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้า
(TWO-WAY)ประเด็นรายละเอียดเหล่านี้จะมีผลกระทบทั้งในแง่ข้อกฎหมาย
ข้อสัญญา การเงิน การลงทุน ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีของระบบ
รวมทั้งจะมีผลกระทบที่คู่กรณีซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้ให้สัมปทานโทรศัพท์แก่เอกชนรายอื่นไปก่อนแล้วว่าจะก่อให้เกิดกรณีผิดสัญญาสัมปทานดังกล่าวหรือไม่
คู่กรณีจึงได้ใช้เวลาพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
โดยได้หารือขอความเห็นจากหน่วยงานของรัฐ เช่น สำนักงานอัยการสูงสุด
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และกรมไปรษณีย์โทรเลข เพื่อประกอบการพิจารณาประเด็นรายละเอียดต่างๆ
ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น
คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีความเห็นพ้องกันว่า
หลังจากผู้เสนอข้อพิพาทได้เสนอขอแก้ไขสัญญาให้เป็นการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้า
(TWO-WAY) คู่กรณีได้ใช้ระยะเวลาอันสมควรในการ
พิจารณาดำเนินการตามข้อเสนอ ยังถือไม่ได้ว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายผิดสัญญา
จึงพร้อมกันวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาท ข้อ 1 ว่าคู่กรณีมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา
และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสนอข้อพิพาท
ประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 : คู่กรณีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่
และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่กรณีเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่
ประเด็นข้อนี้สืบเนื่องจากข้อ 1 ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณามีความเห็นแล้วว่า
การเสนอขอแก้ไขสัญญาให้เป็นการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้า (TWO-WAY) เป็นดุลพินิจของผู้เสนอข้อพิพาทหากพิจารณาเห็นว่าสามารถจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาปรับปรุงลักษณะการให้บริการและคุ้มค่าแก่การลงทุนโดยคู่กรณีไม่มีสิทธิบังคับให้ผู้เสนอข้อพิพาทต้องดำเนินการแก้ไข
และทั้งสองฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องร่วมกันทำความตกลงเพื่อแก้ไขประเด็นรายละเอียดต่าง
ๆ ที่เกี่ยวข้องในสัญญาเดิมด้วย ในชั้นนี้คณะอนุญาโตตุลาการมีความเห็นต่อไปว่าตราบใดที่สัญญาเดิมยังมิได้แก้ไข
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายยังคงมีหน้าที่ปฏิบัติตามพันธะเดิมของตน
ในส่วนของผู้เสนอข้อพิพาทยังคงมีหน้าที่ดำเนินการให้บริการตามสัญญาเดิมต่อไป
หากข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้เสนอข้อพิพาทปฏิบัติตามพันธะหน้าที่ตามสัญญาโดยครบถ้วนและมิได้ปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด
คู่กรณีย่อมไม่มีสิทธิบอกเลิกสัญญา
ในทางกลับกันหากผู้เสนอข้อพิพาทลดหรือระงับการให้บริการ TPS ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือปฏิบัติผิดสัญญาข้อหนึ่งข้อใด
คู่กรณีย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามข้อ 37 และการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาของคู่กรณีย่อมมิใช่เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต
ซึ่งข้อพิจารณาดังกล่าวนี้คาบเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 คณะอนุญาโตตุลาการจึงเห็นควรนำประเด็นข้อพิพาทข้อ
2 นี้ไปรวมพิจารณาในประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 และวินิจฉัยไปพร้อมกัน
ประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 : ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่
และคู่กรณีมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เสนอข้อพิพาทรับผิดชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด
ข้อเท็จจริงปรากฎจาการนำสืบของคู่กรณีว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทไม่สามารถดำเนินการให้บริการ TPS ตามสัญญาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
ซึ่งผู้เสนอข้อพิพาทเองก็ยอมรับว่าระหว่างการดำเนินงานตามสัญญาในปีที่ 3 (พ.ศ.2536) มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงการให้บริการเนื่องจากความนิยมจากผู้บริโภคลดลง
และไม่อาจดำเนินการให้มีผู้ใช้บริการถึงจำนวนขั้นต่ำที่สัญญากำหนดไว้
อันเป็นปฏิบัติผิดสัญญาข้อ 1 และข้อ 18 ส่วนที่ผู้เสนอข้อพิพาทกล่าวอ้าวว่าไม่อาจดำเนินการดังกล่าวได้เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสภาวะด้านการตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปจากตลาดของผู้ขายมาเป็นตลาดของผู้ซื้อเพราะคู่กรณีอนุญาตให้เอกชนรายอื่นเป็นผู้ดำเนินการ
ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่
อีกทั้งไม่สามารถจัดซื้ออะไหล่มาทำการซ่อมบำรุงรักษาทำให้รัฐมีการให้บริการลดน้อยลง
ทำให้ผู้ใช้บริการลดจำนวนลงนั้นฟังไม่ขึ้น
เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฎว่าคู่กรณีได้ทำสัญญากับผู้เสนอข้อพิพาทอีกทั้งผู้เสนอข้อพิพาทสามาถนำสืบให้เห็นว่ากรณีมีเหตุสุดวิสัยเนื่องจากพฤติการณ์อันหนึ่งอันใดที่ผู้เสนอข้อพิพาทไม่ต้องรับผิด
และไม่ปรากฎด้วยว่าผู้เสนอข้อพิพาทได้มีการแจ้งเหตุสุดวิสัยหรือพฤติการณ์ดังกล่าวพร้อมหลักฐานไปให้คู่กรณีทราบเพื่อขอขยายเวลาดำเนินการตามสัญญาออกไปตามนัยสัญญาข้อ
37 วรรค 3 แต่อย่างใด
นอกจากนี้ยังปรากฎข้อเท็จจริงต่อไปว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทไม่ชำระเงินค่าเช่าและค่าใช้บริการ
โทรศัพท์เลขหมายที่ผู้เสนอข้อพิพาทนำไปเชื่อมต่อกับสถานีรับ-ส่งสัญญาณ
ไม่ชำระเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีที่ 5 จนถึงวันที่คู่กรณีบอกเลิกสัญญา
และไม่ส่งมอบหนังสือค้ำประกันการชำระเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำสำหรับปีที่ 5
ถึงปีที่ 7 ให้แก่คู่กรณีอันเป็นการปฏิบัติผิดสัญญา
ข้อ 20.5 ข้อ 30 ข้อ 31 และข้อ
33 ดังนั้น
คณะอนุญาโตตุลาการจึงวินิจฉัยในประเด็นข้อพิจารณาข้อ 3 ส่วนแรกว่า
ผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายผิดสัญญา
และเมื่อวินิจฉัยว่าผู้เสนอข้อพิพาทปฏิบัติผิดสัญญาดังกล่าวแล้ว
จึงพร้อมกันวินิจฉัยต่อไปในประเด็นข้อพิพาทข้อ 2 ว่า
คู่กรณีมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามที่สัญญาข้อ37 ได้กำหนดให้สิทธิแก่คู่กรณี
สำหรับประเด็นข้อพิพาทข้อ 3 ส่วนหลัง
เมื่อได้วินิจฉัยว่าผู้เสนอข้อพิพาทเป็นฝ่ายผิดสัญญาดังกล่าวข้างต้นแล้ว
ย่อมวินิจฉัยต่อไปได้ว่าคู่กรณีในฐานะเจ้าหนี้ตามสัญญามีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน
เพื่อเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้เสนอข้อพิพาทปฏิบัติผิดสัญญา
แต่ถ้าฝ่ายคู่กรณีมีส่วนผิดอย่างใดอย่างหนึ่งก่อให้เกิดความเสียหายด้วย
ก็จะต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณว่าคู่กรณีหรือผู้เสนอข้อพิพาทฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อความเสียหายยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร
ทั้งนี้เพื่อกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนหรือค่าเสียหายที่ผู้เสนอข้อพิพาทในฐานะเป็นฝ่ายผิดสัญญาจะพึงต้องชำระให้แก่คู่กรณีตามคำเสนอข้อพิพาทแย้ง
ด้วยเหตุดังวินิจฉัยมาข้างต้น
คณะอนุญาโตตุลาการจึงพร้อมกันชี้ขาดให้ยกข้อเรียกร้องของผู้เสนอข้อพิพาทในส่วนที่เรียกร้องค่าเสียหายรายการสูญเสียเงินลงทุนในการดำเนินงานโครงการและค่าเสียหายจากการขาดประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามสัญญา
ให้ยกข้อเรียกร้องของผู้เสนอข้อพิพาทในส่วนที่ขอให้คู่กรณีคืนเงินตามหนังสือค้ำประกันที่ได้รับไปจากธนาคาร
และให้ผู้เสนอข้อพิพาทชำระหนี้เงินและค่าเสียหายให้แก่คู่กรณีดังต่อไปนี้
1.
ค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำ ที่ยังค้างชำระของปีที่ 5 เป็นเงิน 23,342,322.47 บาท (ยี่สิบสามล้านสามแสนสี่หมื่นสองพันสามร้อยยี่สิบสองบาทสี่สิบเจ็ดสตางค์)
ปีที่ 6 เป็นเงิน 45 ล้านบาท
(สี่สิบห้าล้านบาทถ้วน) และปีที่ 7
คิดตามสัดส่วนจนถึงวันบอกเลิกสัญญาคือวันที่ 7 พฤษภาคม 2541 เป็นเงิน 54,616,666.67 บาท (ห้าสิบสี่ล้านหกแสนหนึ่งหมื่นหกพันหกร้อยหกสิบหกบาทหกสิบเจ็ดสตางค์)
รวมเป็นเงิน 122,958,989.14 บาท (หนึ่งร้อยยี่สิบสองล้านเก้าแสนห้าหมื่นแปดพันเก้าร้อยแปดสิบเก้าบาทสิบสี่สตางค์)
(ซึ่งยังไม่รวมภาษี มูลค่าเพิ่ม) ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 19,724,429 บาท (สิบเก้าล้านเจ็ดแสนสองหมื่นสี่พันสี่ร้อยยี่สิบเก้าบาทถ้วน) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 142,683,418.14 บาท (หนึ่งร้อยสี่สิบสองล้านหกแสนแปดหมื่นสามพันสี่ร้อยสิบแปดบาทสิบสี่สตางค์)
(ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มให้คิดตามที่ต้องชำระตามประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ดี เนื่องจากตามพฤติการณ์นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม
2539 อันเป็นวันที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้ออกหนังสือเร่งรัดให้คู่กรณีพิจารณาตอบข้อเสนอแก้ไขสัญญาให้เป็นการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้าได้ต่อเนื่องมาจนถึงวันที่คู่กรณีบอกเลิกสัญญา
ถือได้ว่าคู่กรณีมีส่วนทำให้การดำเนินงานของผู้เสนอข้อพิพาทต้องล่าช้าอยู่ด้วย
จึงให้ผู้เสนอข้อพิพาทชำระจำนวนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำประจำงวดที่ 4
ของปีที่ 5 ของปีที่ 6 และของปีที่
7 ให้แก่คู่กรณีเพียงกึ่งหนึ่ง
คงเหลือเป็นจำนวนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำตามรายการที่ 1 ที่ค้างชำระเป็นเงิน 71,341,709.07 บาท (เจ็ดสิบเอ็ดล้านสามแสนสี่หมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยเก้าบาทเจ็ดสตางค์)
ส่วนเงินค่าผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำของปีที่ 8 ถึงปีที่
10 ซึ่งคู่กรณีเรียกร้องนั้น
เมื่อคู่กรณีบอกเลิกสัญญาแล้วย่อมไม่มีสิทธิจะเรียกเอาจากผู้เสนอข้อพิพาทได้
จึงให้ยกข้อเรียกร้องแย้งของคู่กรณีในส่วนนี้
2.
ค่าตอบแทนการใช้ความถี่วิทยุ จำนวน 600,000 บาท
ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 77,500 บาท รวมเป็นเงิน 677,500
บาท (หกแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันห้าร้อยบาทถ้วน)
3.
ค่าเช่าและค่าใช้บริการโทรศัพท์ ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2538
เป็นเงิน 13,108,179.35 บาท
ซึ่งยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 6,662,271.94 บาท
รวมเป็นเงิน 19,770,451.29 บาท (สิบเก้าล้านเจ็ดแสนเจ็ดหมื่นสี่ร้อยห้าสิบเอ็ดบาทยี่สิบเก้าสตางค์)
4. ค่ากระแสไฟฟ้า
จำนวน 75,600 บาท ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือน
นับถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 10,001.25 บาท รวมเป็นเงิน 85,601.25
บาท (แปดหมื่นห้าพันหกร้อยหนึ่งบาทยี่สิบห้าสตางค์)
สำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆและทรัพย์สินที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้กระทำขึ้นหรือจัดหามาไว้สำหรับดำเนินการ
TPS ตามสัญญาซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ ทศท. ทันทีที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย และผู้เสนอข้อพิพาทรับมอบไว้ใช้งานนั้น
เนื่องจากคู่กรณีบอกเลิกสัญญาโดยเหตุความผิดของผู้เสนอข้อพิพาท
จึงให้คู่กรณีคืนกรรมสิทธิ์แก่ผู้เสนอข้อพิพาทหรือหากคู่กรณีประสงค์จะรับมอบคืนจากผู้เสนอข้อพิพาทก็ให้หักชดใช้ราคาคิดตามสภาพปัจจุบันออกจากจำนวนเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะต้องชำระให้แก่คู่กรณีตามรายการที่
1 ถึง 4 ข้างต้น
ส่วนเงินตามหนังสือค้ำประกันจำนวน 20,000,000 บาท (ยี่สิบล้านบาทถ้วน) ซึ่งคู่กรณีได้เรียกร้องเอาจากธนาคารผู้ค้ำประกันแล้วนั้น
เนื่องจากตามพฤติการณ์นับแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2539 อันเป็นวันที่ผู้เสนอข้อพิพาทได้ออกหนังสือเร่งรัดให้คู่กรณีพิจารณาตอบข้อเสนอแก้ไขสัญญาให้เป็นการให้บริการแบบเรียกออกและเรียกเข้าได้
ถือได้ว่าคู่กรณีมีส่วนทำให้การดำเนินงานของผู้เสนอข้อพิพาทต้องล่าช้าอยู่ด้วย
จึงให้หักคืนเงินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินตามหนังสือค้ำประกันดังกล่าวจำนวน 10,000,000
บาท (สิบล้านบาทถ้วน) ออกจากจำนวนเงินที่ผู้เสนอข้อพิพาทจะต้องชำระให้แก่คู่กรณีตามรายการที่
1 ถึง 4 ข้างต้น
ค่าป่วยการประธานอนุญาโตตุลาการ
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการ และค่าอากรแสตมป์ปิดคำชี้ขาดให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาด
ลงชื่อ
ประธานอนุญาโตตุลาการ
(.............................................)
ลงชื่อ
.. อนุญาโตตุลาการ
(..........................................................)
ลงชื่อ
. อนุญาโตตุลาการ
(.......................................................)
ลงชื่อ
อนุญาโตตุลาการ
(...................................................)
* * * * * * * * * * * * |