|
|
อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบจริงหรือ
โดย .......... ปฏิวัติ ธนากรรัฐ (1พฤษภาคม 2550)
รองอัยการจังหวัดชุมพร
@ในฐานะที่เป็นพนักงานอัยการคนหนึ่งของประเทศนี้ แม้จะไม่เห็นด้วยกับดุลพินิจการสั่งไม่ฟ้อง
......อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระมหากษัตริย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของ .......อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา
เนื่องจากเห็นว่าเป็นการสั่งไม่ฟ้องคดีสำคัญที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และความมั่นคงของประเทศ
ที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบของผู้คนในสังคมไทยที่มีความจงรักภักดีและเคารพเทิด
ทูนในสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นอย่างสูง
อันอาจส่งผลกระทบต่อภาพพจน์และความเชื่อมั่นศรัทธาต่อองค์กรอัยการก็ตาม
แต่เมื่อได้อ่านบทความพิเศษเรื่อง อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบ ซึ่งเขียนโดย ท่านยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ
ผู้พิพากษาอาวุโสศาลภาษีอากรกลาง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ พิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับลงวันที่ 19 เมษายน 2550 และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับลงวันที่ 20 และ 23 เมษายน 2550 แล้ว
ด้วยความที่มีเลือดของทนายแผ่นดินอยู่เต็มตัว
กลับเกิดความรู้สึกไม่เห็นด้วยกับบทความดังกล่าวมากยิ่งกว่า
พร้อมกับเกิดความรู้สึกว่าอ่านบทความนี้จบแล้วจะปล่อยให้ผ่านเลยไปเฉยๆ เหมือนสายลมและแสงแดด
โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ก็คงเป็นการผิดวิสัยของทนายแผ่นดินที่หยิ่งยะโสในเกียรติและศักดิ์ศรี
เพราะ...หากไม่มีอัยการคนใดแสดงความคิดเห็นโต้แย้งบทความของผู้พิพากษาอาวุโสคนดังกล่าวซึ่งเขียนบทความใน
เชิงเป็นข้อกล่าวหาอย่างรุนแรงต่อองค์กรอัยการแล้วไซร้
ประชาชนที่ไม่ได้รู้ความจริงและไม่ได้อยู่ในแวดวงของนักกฎหมาย
เมื่อได้อ่านบทความดังกล่าวแล้วก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาได้ว่า.......อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุต
ิธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบจริงหรือ.......และหากประชาชนเชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริงแ
ล้ว
ความเสียหายก็ย่อมเกิดขึ้นกับองค์กรอัยการไทยที่ก่อตั้งรับใช้ประเทศชาติและประชาชนมาเป็นเวลากว่าร้อยสิบ
ห้าปีแล้ว และกำลังจะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ท่านผู้พิพากษาอาวุโสคนดังกล่าวได้กล่าวอ้างในตอนต้นของบทความว่ามีเจตนามุ่งที่จะ
เสนอข้อคิดในทางวิชาการเกี่ยวกับการใช้อำนาจและการใช้ดุลพินิจในการสั่งฟ้องคดีหรือสั่งไม่ฟ้องคดีของพนัก
งานอัยการ แต่เมื่ออ่านบทความดังกล่าวจบทั้งสองตอนแล้ว
ไม่น่าเชื่อว่าท่านมีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการจริงตามที่กล่าวอ้างจริง
หากแต่ดูเหมือนจะเป็นการแสดงความคิดเห็นที่มีอคติและไม่ให้เกียรติแก่องค์กรอัยการ
มีความคิดคับแคบแต่เพียงว่าสถาบันของตนดีเลิศประเสริฐศรีกว่าองค์กรอื่นๆ ในกระบวนการยุติธรรม
ทั้งยังเป็นการกล่าวหาแบบเหวี่ยงแหและเหมารวมต่อพนักงานอัยการทั่วทั้งประเทศ
โดยอาศัยช่วงจังหวะเวลาที่ประชาชนคนไทยบางกลุ่มเกิดความไม่พอใจในการสั่งไม่ฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีในคดีหมิ
่นพระบรมเดชานุภาพของอธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา
เป็นโอกาสในการเขียนบทความดังกล่าวเพื่อย่ำยีเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพนักงานอัยการ
จนแทบไม่น่าเชื่อว่าบทความดังกล่าวเขียนขึ้นโดยผู้พิพากษาอาวุโสของศาลยุติธรรม
ผู้เขียนขอยืนยันว่า
ข้อกล่าวหาที่ว่าอำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบนั้น
ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น โดยผู้เขียนขอสรุปแยกแยะเพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อๆ ไป
ดังนี้
1. ถูกต้องแล้วที่ท่านอ้างว่า
การสั่งคดีของพนักงานอัยการในการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญานั้นเป็นเรื่องของ การใช้ดุลพินิจ
ทั้งสิ้น และแม้ว่ามาตรา 141
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจในการสั่งคด
ีของพนักงานอัยการจะต้องมีมาตรฐานและขอบเขตอย่างไรก็ตาม
แต่ก็หาทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจที่จะปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ (ARBITRARY)
ตามที่ท่านกล่าวอ้างได้ไม่
เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการย่อมเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเ
นินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
และการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาก็ใช้หลักการเดียวกันกับศาลในการใ
ช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาคดี เพราะต่างก็เรียนกฎหมายไทยมาเล่มเดียวกัน นั่นก็คือ
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227
ที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำค
วามผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่
ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย และตามมาตรา 185 ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี
การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี
มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์
เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิดและไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด
ในการตรวจพิจารณาสำนวนการสอบสวนแล้วมีการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องคดีอาญา
พนักงานอัยการก็ใช้หลักการและหลักกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันกับศาล
โดยพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจสั่งคดีโดยพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งปวงในสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนเป็
นผู้รวบรวมมาตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
ส่วนศาลใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาคดีตามพยานหลักฐานทั้งปวงที่คู่ความนำสืบในชั้นพิจารณา
แม้แต่ในการทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเสนอไปยังพนักงานอัยการ
พนักงานสอบสวนเองก็ใช้ดุลพินิจโดยอาศัยหลักการและหลักกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันกับศาลและอัยการ
มิได้มีกฎหมายใดห้ามมิให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการใช้หลักกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกันกับศาล
ซึ่งทั้งพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาล
จะต้องรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวนเท่านั้น
จะมีการรับฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานนอกสำนวนคดีไม่ได้
ทุกฝ่ายขององค์กรในกระบวนการยุติธรรมต่างก็ทำหน้าที่ของตนภายใต้บทบัญญัติของกฎหมาย
และทุกฝ่ายต่างก็มีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด ไม่มีองค์กรใดที่จะสำคัญกว่าองค์กรใด
และทุกองค์กรต่างก็ต้องร่วมกันทำงานในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ เพื่อความสงบสุขเรียบร้อยของบ้านเมือง
จากหลักการและหลักกฎหมายดังกล่าว พนักงานอัยการจึงไม่สามารถที่จะใช้ดุลพินิจสั่งคดีตามอำเภอใจของตนเองได้ อีกทั้งพนักงานอัยการถูกกำหนดบทบาทโดยกฎหมายให้มีหน้าที่ตรวจกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนคดีอาญาของพนักงานสอบสวนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อแยกแยะผู้บริสุทธิ์ออกจากผู้กระทำความผิด ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนชาวไทย การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการจึงต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรม (RULE OF LAW ) เพื่อคุ้มครองผู้บริสุทธิ์และจัดการให้ผู้กระทำผิดเข้าสู่กลไกของกระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาค หากพนักงานอัยการสั่งฟ้องคดีอาญาทุกคดีที่พนักงานสอบสวนเสนอขึ้นมาโดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว พนักงานอัยการก็คงไม่แตกต่างกับบุรุษไปรษณีย์ที่มีหน้าที่เพียงรับส่งจดหมายเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็คงไม่ต้องมีพนักงานอัยการอีกต่อไป มีแค่พนักงานสอบสวนและศาลเท่านั้นก็พอ
ดังนั้นการท่านผู้พิพากษาอาวุโสหยิบยกเพียงบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 141 มากล่าวอ้างแล้วสรุปว่า เมื่อกฎหมายมาตรา 141 ไม่ได้บัญญัติกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจในการสั่งคดีของพนักงานอัยการว่าจะต้องมีมาตรฐานและขอบเขตอย่างไร พนักงานอัยการจึงสามารถปฏิบัติหน้าที่และใช้ดุลพินิจอย่างไรก็ได้ แม้แต่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ทั้งที่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมายที่เป็นกรอบในการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการ ทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาทั้งเล่ม ทั้งบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญาทั้งหลาย ความคิดเห็นดังกล่าวจึงเป็นมุมมองที่ไม่ถูกต้องและคับแคบในจิตใจของท่านผู้อาวุโส
2. ที่ท่านผู้พิพากษาอาวุโสอ้างว่าพนักงานอัยการใช้ดุลพินิจอย่างไรก็ได้ โดยที่ไม่มีอำนาจใดมาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการได้นั้น ก็ไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น เพราะความจริงแล้วการใช้ดุลพินิจสั่งคดีของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญามีการถูกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ (CHECK AND BALANCE) หลายลำดับชั้น กล่าวคือ
2.1 การตรวจสอบภายในขององค์กรอัยการเองตามสายงานการบังคับบัญชา โดยในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ นอกจากการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายแล้ว พนักงานอัยการยังต้องปฏิบัติตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการอีกด้วย ซึ่งมี การตรวจสอบการสั่งคดีตามลำดับชั้นของการบังคับบัญชา จากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจนถึงหัวหน้าพนักงานอัยการ (ในกรุงเทพมหานครคืออัยการพิเศษฝ่าย ในต่างจังหวัดคืออัยการจังหวัด) การสั่งคดีของอัยการชั้น 2 และชั้น 3 ยังต้องผ่านการกลั่นกรองงานโดยพนักงานอัยการ ที่เป็นผู้กลั่นกรองงานอีกชั้นหนึ่ง ในคดีอาญาที่มีความสำคัญหรือคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั่วไป การกำหนดให้หัวหน้าพนักงานอัยการเข้าร่วมดำเนินคดีหรือควบคุมการดำเนิน คดีโดยใกล้ชิด และให้รายงานผลการดำเนินคดีให้อัยการสูงสุดทราบเป็นกรณีพิเศษ ในคดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้ที่มีอิทธิพล หรือคดีที่ประชาชนสนใจ หรือคดีความผิดบางประเภทที่รัฐมีนโยบายป้องกันและปราบปรามเป็นพิเศษ ในกรณีที่จะมีคำสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาหรือบางข้อหา พนักงานอัยการต้องทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่ง และในคดีที่มีการร้องขอความเป็นธรรม หากพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนเห็นควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทุกข้อหาหรือบางข้อหา พนักงานอัยการก็ต้องทำความเห็นเสนอสำนวนตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดีเพื่อพิจารณาสั่งเช่นเดียวกัน กรณีจึงเป็นไปได้ยากที่พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนจะใช้ดุลพินิจสั่งคดีตามอำเภอใจของตนได้ โดยเฉพาะคดีที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องด้วยแล้ว พนักงานอัยการเจ้าของสำนวนยิ่งต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการสั่ง และต้องมีเหตุมีผลตามกฎหมายที่ผู้เกี่ยวข้องในคดีสามารถตรวจสอบได้
จึงจะเห็นได้ว่าระบบการทำงานของพนักงานอัยการมีความแตกต่างกับระบบการทำงานของศาล โดยในการใช้ดุลพินิจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลเป็นอำนาจโดยเฉพาะขององค์คณะผู้พิพากษาในแต่ละคดี ซึ่งแม้แต่ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรืออธิบดีศาลก็ไม่อาจก้าวล่วงหรือแทรกแซงได้ หากคดีใดไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกา คดีนั้นก็เป็นอันเสร็จเด็ดขาดไป และคดีบางจำพวกก็มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ทำให้คดีเสร็จสิ้นไปในศาลล่าง
2.2 การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (กรณีคดีที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร) หรือผู้ว่าราชการจังหวัด (กรณีคดีที่เกิดขึ้นในต่างจังหวัด) ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่ง ชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการได้ และในกรณีมีการแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีของพนักงานอัยการ ก็ต้องมีการส่งสำนวนคดีดังกล่าวนั้นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาดต่อไป ซึ่งในปัจจุบันจะพบว่าองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ ในการสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการดังกล่าว มีการทำหน้าที่กันอย่างมีประสิทธิภาพโดยแท้จริง ไม่มีการเกรงใจกันอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่พนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาตามอำเภอใจเพื่อให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้ว่าราชการจังหวัดโต้แย้งคำสั่ง เพราะสำนวนคดีจะถูกส่งไปที่อัยการสูงสุดเพื่อการชี้ขาดคดี และหากอัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องคดีตามความเห็นแย้งนั้น กรณีก็คงไม่เป็นผลดีต่อพนักงานอัยการคนนั้นติดตามมาอย่างแน่นอน
ซึ่งคดีที่อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญาสั่งไม่ฟ้องอดีตนายกรัฐมนตรีในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะได้ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา145 ในการตรวจสอบและถ่วงดุลการทำงานของพนักงานอัยการได้อย่างเต็มที่
2.3 การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยผู้เสียหาย กล่าวคือ ในทางปฏิบัติแล้วนับ ตั้งแต่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการแล้ว ผู้เสียหายในคดีอาญาก็มีสิทธิที่จะตรวจสอบและติดตามผลการสั่งคดีกับพนักงานอัยการได้ตลอดเวลา ผู้เสียหายสามารถเข้าพบพูดคุยกับพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนได้ง่ายและเปิดเผย ยิ่งบ้านเมืองทุกวันนี้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ประชาชนฉลาดขึ้นและรู้จักใช้สิทธิของตนมากยิ่งขึ้น การใช้อำนาจรัฐของเจ้าพนักงานของรัฐลดน้อยลง หากว่าพนักงานอัยการคนใดมีพฤติการณ์ในการสั่งคดีโดยทุจริตหรือไม่ชอบมาพากลเพื่อช่วยเหลือผู้หนึ่งผู้ใด ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจในทางปฏิบัติในการตรวจสอบการทำงานของพนักงานอัยการอยู่ตลอดเวลาก็มีอำนาจที่จะยื่นเรื่องราวร้องเรียนพนักงานอัยการคนนั้นต่อผู้บังคับบัญชาได้ และหากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำที่เป็นความผิดตามที่ถูกร้องเรียนจริง พนักงานอัยการคนนั้นก็จะถูกลงโทษทางวินัยอย่างหนักจนถึงขั้นไล่ออกได้ ซึ่งเคยมีตัวอย่างมาหลายรายแล้วเพียงแต่ไม่มีการให้ข่าวต่อสื่อมวลชนเหมือนของศาลยุติธรรม
ในคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีอาญาแล้ว พนักงานอัยการยังมีหน้าที่ตามกฎหมายและตามระเบียบที่จะต้องแจ้งคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีให้ผู้เสียหายทราบทุกกรณี ทั้งยังต้องสรุปพยานหลักฐานพร้อมความเห็นของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการในการสั่งคดีให้ผู้เสียหายทราบด้วย หากผู้เสียหายไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ ผู้เสีย หายก็มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 34 ซึ่งก็มีตัวอย่างคดีมากมายที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องแล้วผู้เสียหายฟ้องคดีอาญาเสียเองและศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง นี่คือระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจของพนักงานอัยการโดยผู้เสียหายตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
2.4 คำสั่งฟ้องคดีอาญาของพนักงานอัยการยังอาจถูกตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยศาลยุติธรรมได้ กล่าวคือ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 (2) ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องก่อน เหมือนดังเช่นคดีที่ราษฎรเท่านั้นเป็นโจทก์ก็ได้ ซึ่งเป็นดุลพินิจตามที่ศาลเห็นสมควร แต่โดยปกติแล้วในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ศาลไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อน เหตุผลก็เพราะคดีดังกล่าวได้ผ่านการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนมาแล้ว และได้ผ่านการตรวจกลั่นกรองสำนวนการสอบสวนโดยพนักงานอัยการซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญในข้อกฎหมายเท่าๆ กับศาลมาอีกชั้นหนึ่งแล้ว ในทางปฏิบัติศาลจึงไม่ทำการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ทั้งๆ ที่ในบางคดีที่มีความก่ำกึ่งว่าจำเลยได้กระทำความผิดหรือไม่หรือการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหรือไม่ที่พนักงานอัยการจำต้องยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัย พนักงานอัยการเองก็อยากจะให้ศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องก่อนเหมือนกัน
ดังนั้นการที่ท่านผู้พิพากษาอาวุโสมีความต้องการที่จะให้ศาลทำการไต่สวนมูลฟ้องทุกคดี ที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง เพื่อให้ศาลได้ตรวจสอบว่าคดีที่พนักงานอัยการนำมาฟ้องนั้นมีความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ทางพนักงานอัยการไม่ขัดข้องอยู่แล้ว เพราะกรณีดังกล่าวเป็นอำนาจโดยเฉพาะของศาล เพียงแต่ว่าผู้พิพากษาท่านอื่นๆที่มีอยู่ทั่วประเทศจะมีความเห็นเช่นเดียวกันกับท่านหรือไม่เท่านั้นเอง เพราะลำพังคดีที่มีการพิจารณาอยู่ทุกวันนี้ก็มีมากมายจนแทบจะทำกันไม่ทันอยู่แล้ว หากให้ศาลต้องมานั่งไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาทุกเรื่องที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง ท่านคิดหรือไม่ว่าผู้พิพากษาท่านอื่นๆ จะเอาด้วย และคิดหรือว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของศาลจะเป็นผลดีแก่ราชการและประชาชนอย่างแท้จริงตามที่ท่านกล่าวอ้าง
บทสรุป....
การสั่งฟ้องคดี และ การสั่งไม่ฟ้องคดี ของพนักงานอัยการในกระบวน การยุติธรรมทางอาญา เป็นอำนาจที่มีการควบคุมแลตรวจสอบได้ พนักงานอัยการจึงไม่อาจที่จะใช้ดุลพินิจสั่งคดีตามอำเภอใจได้ นอกจากนี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของพนักงานอัยการ นอกจากพนักงานอัยการจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ในการปฏิบัติหน้าที่และการดำรงตน พนักงานอัยการยังต้องปฏิบัติตนตาม ประมวลจริยธรรมข้าราชการอัยการ ซึ่งมีทั้งสิ้น 27 ข้อ แบ่งเป็น 5 หมวด เริ่มตั้งแต่อุดมการณ์ จริยธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จริยธรรมต่อผู้บังคับบัญชา/ผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ร่วมงาน จริยธรรมเกี่ยวกับการดำรงตนและครอบครัว และจริยธรรมต่อประชาชนและสาธารณชน เช่น เดียวกันกับศาลที่มีจริยธรรมตุลาการเป็นหลักยึดในการปฏิบัติหน้าที่และในการดำรงตน ดังนั้น ด้วยความเคารพผู้เขียนจึงเห็นว่า บทความพิเศษของท่านยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ ในหัวข้อที่ว่า อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบ นั้น ไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
คำตอบ-อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบจริงหรือ
โดย .......... ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ (8 พฤษภาคม 50)
ผู้พิพากษาอาวุโส ศาลภาษีอากรกลาง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
@อนุสนธิจากบทความในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน วันที่ 2,3 พฤษภาคม 2550 เรื่อง อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบจริงหรือ" ของรองอัยการจังหวัดชุมพร ท่านปฏิวัติ ธนากรรัฐ นับเป็นนิมิตหมายอันดีของประชาชนที่จะได้ทราบและเข้าใจปัญหาดังกล่าวได้อย่างถูกต้องและแท้จริง เพราะบทความดังกล่าวนับได้ว่าเป็นสื่อทางวิชาการที่ดีที่จะสื่อให้ประชาชนได้ทราบโครงสร้างหรือกลไกของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการสั่งคดีของอัยการได้ครอบคลุม ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจถึงปัญหาว่า อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบจริงหรือ ? หากท่านผู้อ่านได้ติดตามบทความของผู้เขียนที่เกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (CRIMINAL PROCEDURE DUE PROCESS OF LAW) มาตั้งแต่บทความแรก คือ สิทธิและเสรีภาพของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญากับความมั่นคงของรัฐ (ไทยโพสต์,มติชน) อำนาจการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (ไทยโพสต์) ตลอดจน อำนาจสั่งคดีของอัยการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่มีกฎหมายควบคุมและไม่มีการตรวจสอบ (ไทยโพสต์,ผู้จัดการ) แล้ว ก็จะทราบได้ว่าจุดประสงค์ (OBJECTIVE) ของผู้เขียนนั้นไม่ได้มุ่งไปที่ระบบการทำงานภายในองค์กรกันเอง หรือมีการเสนอความเห็นตามลำดับชั้นผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใดเลย การมีระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดก็ดี การตรวจสอบการสั่งคดีตามลำดับชั้นบังคับบัญชาจากอัยการเจ้าของสำนวนจนถึงหัวหน้าอัยการก็ดี หรือขั้นตอนการสั่งคดีที่กฎหมายให้อำนาจหน่วยงานอื่นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีของอัยการก็ดี ล้วนเป็นปัญหาการทำงานในระบบโดยปกติ และเป็นคนละเรื่องกับบทความที่ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ออกสู่สาธารณชนทั้งสิ้น เพราะผู้เขียนมีความประสงค์มิใช่เพียงแต่ให้มีกฎหมายมาควบคุมการสั่งฟ้องคดีของอัยการได้เท่านั้น แต่ผู้เขียนมีความประสงค์ที่จะให้มีกฎหมายหรือมีการใช้บังคับกฎหมายให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายของเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้องมีอำนาจตรวจสอบการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ โดยไม่ได้มุ่งเฉพาะที่องค์กรอัยการหรือพนักงานอัยการแต่อย่างใด เพราะแม้แต่องค์กรศาลก็ควรต้องมีกฎหมายมาใช้บังคับหรือมีการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบการใช้อำนาจของศาล และประชาชนมีอำนาจที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของศาลได้เช่นกัน การนำเสนอความรู้ทางวิชาการทางกฎหมายต่อประชาชนที่ไม่ใช่เป็นนักกฎหมายให้มีความเข้าใจปัญหากฎหมายได้ง่ายและรวดเร็วที่สุดนั้น จำเป็นต้องมีกรณีศึกษาหรือที่เรียกว่า CASE STUDY การหยิบยกปัญหาในปัจจุบันที่อัยการได้เสนอต่อสาธารณชนให้ทราบข้อเท็จจริงโดยสมบูรณ์แล้ว การจะสื่อให้ประชาชนได้ทราบหรือเข้าใจในปัญหากฎหมายถึงอำนาจการสั่งคดีของอัยการนั้น จึงจำเป็นต้องใช้ข้อเท็จจริงของคดีที่ประชาชนได้ทราบแล้ว เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนได้ใช้ข้อเท็จจริงในบทความเรื่อง อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งก็ได้ใช้ข้อเท็จจริงในกรณีที่ศาลได้ออกหมายจับชายสองคนที่ไปปรากฏในทีวีวงจรปิดที่ซีคอนสแควร์ แล้วชายสองคนได้ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับโดยอ้างว่าเขาคือคนที่ปรากฏในทีวีวงจรปิด แต่เขาไม่ใช่คนร้ายที่วางระเบิดตามที่ถูกกล่าวหา เป็นบทความที่ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่าประชาชนมีอำนาจโดยชอบธรรมตามกฎหมายในการตรวจสอบการออกหมายจับของศาลที่ได้กระทำต่อเขาได้ เพราะการออกหมายจับของศาลเป็นการเปลี่ยนสถานะของ คน จากการมีสิทธิและเสรีภาพตามปกติที่คนโดยทั่วไปจะพึงมีนั้น กลายเป็น ผู้ต้องหา ซึ่งเขาจะต้องสูญสิ้นสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคไปทันที และศาลจะต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการขอให้ออกหมายจับหรือคำร้องขอให้ออกหมายจับนั้น ว่ามีเหตุผลอันสมควรหรือไม่เพียงใด และถ้าพบว่าการขอออกหมายจับนั้นไม่มีเหตุผลอันสมควรแล้ว ศาลก็จะต้องคืนความชอบธรรมให้แก่คนทั้งสองในทันที หากศาลไม่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายที่เกิดจากการกระทำของศาลเองแล้ว ก็ไม่มีหน่วยงานใดจะตรวจสอบและแก้ไขได้ แต่ประชาชนผู้เกี่ยวข้องย่อมมีอำนาจที่จะขอให้ศาลตรวจสอบการกระทำของศาลเองและของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาได้ เพราะประชาชนไม่ควรต้องรับกรรมจากการกระทำที่มีข้อบกพร่องของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาหรือของศาล ดังนั้น การที่ผู้เขียนใช้ข้อเท็จจริงในกรณีที่อัยการสั่งคดีของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเพื่อสื่อให้สาธารณชนได้ทราบและเข้าใจถึงอำนาจในการสั่งคดีของอัยการ โดยมองว่าผู้เขียนมิได้มีเจตนาที่จะแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ มีอคติและไม่ให้เกียรติแก่องค์การอัยการ มีความคิดคับแคบว่าสถาบันศาลดีเลิศประเสริฐศรีกว่าองค์กรอื่น และเขียนบทความมาย่ำยีเกียรติยศและ เกียรติศักดิ์ของพนักงานอัยการ และไม่น่าเชื่อว่าเป็นบทความที่เขียนโดยผู้พิพากษาอาวุโสของศาลยุติธรรมนั้น ดูจะไม่ให้ความเป็นธรรมต่อผู้เขียนและปิดกั้นการสื่อความรู้ให้แก่ประชาชน ผู้เขียนไม่เคยคิดว่าองค์กรศาลเป็นของผู้พิพากษา และไม่เคยคิดว่าอัยการคนใดเป็นเจ้าขององค์กรอัยการเพราะคนนั้นเป็นพนักงานอัยการ กลุ่มบุคคลที่เข้าไปทำงานในองค์กรรัฐทุกองค์กรไม่สามารถผูกขาดความเป็นเจ้าขององค์กรนั้นๆได้แต่อย่างใด กลุ่มบุคคลที่อาสาเข้าไปทำงานในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นผู้พิพากษาหรือเป็นอัยการย่อมไม่ใช่เป็นเจ้าของศาลหรือเป็นเจ้าขององค์กรอัยการ เพราะองค์กรของรัฐทุกองค์กรเป็นของประชาชน และต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนและประเทศชาติทั้งสิ้น ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นประชาชน ผู้พิพากษาหรืออัยการในฐานะเป็นประชาชน ย่อมเป็นเจ้าขององค์กรของรัฐทุกองค์กรด้วยกันทั้งสิ้น ความมีเกียรติยศหรือเกียรติศักดิ์ของผู้พิพากษาหรืออัยการไม่ได้อยู่ที่การมีบทความแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพื่อสื่อให้สาธารณชนได้ทราบหลักเกณฑ์การทำงานของบุคคลากรในองค์กรแต่อย่างใด เกียรติยศและเกียรติศักดิ์ของความเป็นผู้พิพากษาหรืออัยการนั้นย่อมอยู่ที่การทำงานในหน้าที่ของตนด้วยความรู้ความสามารถในทางวิชาการ กอร์ปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม และด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง
เกียรติยศหรือเกียรติศักดิ์ขององค์กรของรัฐก็อยู่ที่การกระทำของบุคคลากรในองค์กรของรัฐว่าเป็นที่ยอมรับของประชาชนได้หรือไม่ ในหนังสือพิมพ์ของไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 30 เมษายน 2550 ซึ่งพาดหัวข่าวว่า ม็อบ สตรี เด็ก ปิดถนนบีบปล่อยผู้ต้องหาบึ้ม ข่าวที่เกิดขึ้นย่อมแสดงให้เห็นการที่ประชาชนไม่ยอมรับซึ่งกระบวนการยุติธรรมทางอาญา เรื่องเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อเกียรติยศและเกียรติศักดิ์ขององค์กรในระบบกระบวนการทางอาญาอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมมือกันกอบกู้เกียรติยศและเกียรติศักดิ์ขององค์กรให้กลับมาโดยเร็ว โดยทบทวนการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้มีประสิทธิภาพในการอำนวยความยุติธรรมให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนให้มากขึ้น ก่อนที่การไม่ยอมรับของประชาชนจะแผ่นขยายและมีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงไปมากกว่านี้ วัตถุประสงค์ของผู้เขียนต้องการที่จะให้การดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ นอกจากจะมีการตรวจสอบเพื่อคานและดุลอำนาจกันเองในระบบของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา คือ อัยการตรวจสอบถึงความชอบด้วยกฎหมายของการสอบสวนของพนักงานสอบสวนก่อนที่จะมีคำสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง และศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดีที่อัยการฟ้องต่อศาล เพราะการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกัน (CHECK AND BALANCE) ซึ่งไม่ใช่เป็นการตรวจสอบภายในกันเองแล้ว ผู้เขียนยังมีความประสงค์ต้องการให้มีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ต้องเข้ามาอยู่ในกระบวนการทางอาญาไม่ว่าจะถูกค้น ถูกจับ ถูกสอบสวน ถูกสั่งฟ้อง ถูกสั่งไม่ฟ้อง ถูกฟ้องคดีต่อศาลและถูกดำเนินคดีในศาลนั้น ต้องได้รับความยุติธรรมตามกฎหมายในกระบวนการทางอาญาตั้งแต่ต้นจนถึงปลายอย่างจริงจัง
กระบวนการทางอาญานั้น จะต้องเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างแท้จริง (CRIMINAL PROCEDURE DUE PROCESS OF LAW) และต้องไม่มีกระบวนการที่อยุติธรรมทางอาญา (CRIMINAL PROCEDURE AGAINST DUE PROCESS OF LAW) เข้ามาแทรกแซงในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาได้ เช่นการจับไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่การสอบสวนกลับชอบด้วยกฎหมาย หรือการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือที่ได้กระทำโดยพนักงานสอบสวนที่ไม่เป็นพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย แต่อัยการก็นำคดีมาฟ้องได้ และศาลก็ดำเนินคดีได้ เป็นต้น และการที่จะไม่ให้กระบวนการอยุติธรรมเข้ามาแทรกแซงได้นั้นจะต้องมีการตรวจสอบการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทั้งระบบ โดยการตรวจสอบดุลและคานอำนาจซึ่งกันและกันระหว่าง พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการและศาล เพราะการดำเนินการทางอาญาดังกล่าวนั้น มีชีวิต ร่างกาย สิทธิ และเสรีภาพของประชาชน สิทธิในทางเศรษฐกิจการทำมาหากิน สิทธิในครอบครัวตลอดจนสิทธิของเด็กและผู้เยาวชนในครอบครัว เป็นเดิมพันกับการทำงานของศาลและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ. 2477 มาตรา 3 วรรคสอง บัญญัติว่า ให้ศาลและเจ้าพนักงานทั้งหลายผู้ดำเนินคดีอาญาตลอดราชอาณาจักร ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ เว้นแต่ศาลซึ่งมีวิธีพิจารณาพิเศษไว้ต่างหาก กฎหมายมาตรานี้ได้กำหนดมโนทัศน์ (CONCEPT) ของการใช้กฎหมายไว้โดยชัดแจ้ง โดยบัญญัติบังคับให้ศาลและเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญา ซึ่งรวมถึงอัยการ พนักงานสอบสวน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การบัญญัติบังคับผู้ใช้อำนาจรัฐต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไว้ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานั้น ก็เพราะเป็นที่คาดหวังว่าผู้ใช้กฎหมายจะต้องมีมโนทัศน์ทางกฎหมาย (CONCEPT OF LAW) โดยต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์แห่งกฎหมายซึ่งเรียกว่า ความรู้รวบยอด (PRAXIOLOGICAL KNOWLEDGE) ที่จะพิจารณาวินิจฉัยได้ว่ากระบวนการทางอาญานั้นได้ทำมาโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตั้งแต่ต้นแล้วหรือไม่ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาตั้งแต่ต้นจนถึงปลายนั้นต้องกระทำมาโดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการดำเนินคดีอาญาที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่นั้น ก็จะต้องมีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาว่ามีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ เมื่อกฎหมายบัญญัติให้ผู้ใช้กฎหมายปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ไม่ได้บัญญัติบังคับไว้โดยตรงให้ผู้ใช้อำนาจรัฐต้องตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาไว้ด้วยแล้ว นักกฎหมายที่เก่งก็จะมีลูกเล่นในการใช้กฎหมายอย่างมีชั้นเชิง เมื่อกฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติอย่างไร ก็จะปฏิบัติไปตามนั้น กฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็จะปฏิบัติเฉพาะในขอบเขตหน้าที่ของตนในขั้นตอนนั้นเท่านั้น และจะไม่ก้าวล่วงไปตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายในขั้นตอนอื่นว่ามีการปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ เพราะกฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องปฏิบัติ (เป็นกรณีเดียวกันกับที่กฎหมายไม่ได้ห้าม) ซึ่งเป็นเรื่องที่นำมาปฏิบัติโดยการวางเฉย หลีกเลี่ยง หรือแกล้งโง่เสีย (IGNORE) คือปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็ได้ การที่กฎหมายบัญญัติให้ปฏิบัติแต่ไม่ได้มีบทบังคับให้ปฏิบัติจึงไม่ปฏิบัตินั้น เป็นเรื่องของการขาดมโนทัศน์ในการใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา จึงทำให้ไม่มีการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญามาตั้งแต่ต้น คือไม่มีการตรวจสอบการดำเนินคดีของพนักงานผู้ดำเนินคดีในชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน ชั้นสั่งฟ้อง สั่งไม่ฟ้อง จนถึงชั้นฟ้องคดีต่อศาล การจับกุม การสอบสวน จะทำอย่างไร ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่มีการตรวจสอบ การสั่งฟ้อง การสั่งไม่ฟ้อง การพิจารณาพยานหลักฐานอย่างไรในการสั่งฟ้อง การสั่งไม่ฟ้อง ไม่มีการตรวจสอบ และแม้แต่ในชั้นศาล เมื่อฟ้องคดีต่อศาลในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ก็กลับมีกฎหมายบัญญัติเปิดช่องให้ศาลไม่ต้องตรวจสอบได้อีกด้วย โดยบัญญัติให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะตรวจสอบหรือไม่ก็ได้แทนที่จะเป็นสิทธิของประชาชน แล้วปล่อยให้สิ่งที่เกิดขึ้นโดยฝ่าฝืนต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือปล่อยให้ ความอยุติธรรมทางอาญา ให้ดำรงคงอยู่ต่อไป อันเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนมาตั้งแต่ต้นและไปสิ้นสุดเมื่อศาลตัดสินคดีในศาลฎีกา ซึ่งเกิดความไม่เป็นธรรมกับประชาชนทั้งประเทศเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพจากการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดมโนทัศน์ (CONCEPT OF LAW) ในการดำเนินคดีอาญาขององค์กรและบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
ประชาชนควรมีสิทธิที่จะตรวจสอบการกระทำที่เกิดขึ้น อันเป็นการละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของเขาได้ทุกขั้นตอน โดยร้องขอต่อหน่วยงานที่กำลังดำเนินกระบวนการทางอาญาต่อเขาได้ หรือร้องขอต่อศาลให้ไต่สวนการกระทำอันไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่เกิดขึ้นต่อเขาได้ทุกขั้นตอนของการดำเนินกระบวนการทางอาญา เพราะกฎหมายบัญญัติให้ศาลและเจ้าพนักงานทั้งหลายผู้ดำเนินคดีอาญาตลอดราชอาณาจักรปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 มาตรา 3 วรรคสอง อันเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิแก่ประชาชนทวงถามความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาและของศาลได้
แต่ถึงในปัจจุบันนี้ นับว่าเป็นกรรมของประชาชนโดยแท้ ที่ไม่อาจใช้สิทธิทวงถามความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินคดีอาญาและของศาลได้ ณ ที่ใดเลย
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
Accountability, Transparency and Independence
By .......... spk. (May 15, 2007)
@During this coming September 16 - 20, 2007, in Hong Kong Special Administration Region of the People's Republic of China, there will be a big gathering of Prosecutors, Lawyers and representatives of some Institutions concerned from around the world held by the International Association of Prosecutor (IAP) as its 12th Annual Conference.
Thailand so far has also participated and play its active role as a member of the IAP Executive Board and was selected as host country of some meetings of IAP members and the Executive Board.
For this year as hosted and prepared by Hong Kong, the theme of the interesting conference is "Relations with Others: Accountability, Transparency and Independence".
The main idea of this Conference Theme are as follows :
A. The way in which the prosecutor relates to the victim of crime, to the investigator, to the politician, to the media, to the court, to the legal profession and to the public at large is constantly evolving, and we must move with the times. Although transparency and accountability in the area of public prosecutions are now far more important than they used to be, there are limits.
B. Prosecutors must decide how much they should disclose about their operations and the decision-making process, always remembering that they must avoid doing anything which might prejudice criminal proceedings. They have a duty to safeguard the interests not only of victims and witnesses, but also of those accused or suspected of crime. Tensions often arise between the rights to privacy of victims and suspects, and the demands of the public for information, and these the prosecutor must seek to reconcile.
C. TRANSPARENCY has much to commend it, and enables prosecutors to place their actions in an understandable context. There is a role for prosecutorial guidelines and for public explanations of decisions whether or not to prosecute. Too much secrecy about the basis of decisions may arouse concerns, but too much openness may not be beneficial, and a balance has to be achieved. But where should the line be drawn?
D.The public often have a keen interest in the decisions of prosecutors, and the scrutiny of their reasoning may be intense. The politicians sometimes demand explanations. At times of controversy, the prosecutor may be criticised for prosecuting or not prosecuting. In such circumstances, the prosecutor needs to assert his INDEPENDENCE, and to protect the public interest. Effective mechanisms to uphold the position of the prosecutor will help to secure his position. At the same time, levels of ACCOUNTABILITY are important.
E. The prosecutor will wish to explain the basis of decisions in a way which does not adversely affect victims or suspects, and a frank relationship with the media and concerned groups will help to promote this. The investigator will also want to know why a particular course has been adopted. But will too much TRANSPARENCY be counter productive? If the prosecutor gives details about particular cases, this may generate trial by media and challenges in the courts. The question is how to strike an appropriate balance.
F. All of these are vital issues for modern prosecution services. The prosecutor can only operate to best advantage if his base in society is secure. By resolving how we should most appropriately relate to the various stakeholders in our communities, we will define our role in the years to come and, in the process, strengthen our position in the criminal justice system.
(from site : www.iap2007.hk)
๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐ ๐
|
|