คัมภีร์กฎหมาย เวทีถาม - ตอบ แลกเปลี่ยนสาระน่ารู้ |
|
|
||||
|
ทุ่งกุลาร้องไห้ โดย
spk_law(๑๐ ธ.ค. ๒๕๔๘) @@ ปัจจุบัน
ทุ่งกุลาร้องไห้ได้รับการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่เพาะปลูกมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ จนมีความอุดมสมบูรณ์ในระดับหนึ่ง ถึงขนาดข้าวหอมมะลิกุลาร้องไห้อันเป็นผลิตผลจากดินแดนแห่งนี้ไ
ด้รับความนิยมขึ้นชื่อทั้งในเมืองไทยและในต่างประเทศ ใครๆที่เดินทางผ่านจะพบเห็นความเขียวขจีมากขึ้นและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชาวบ้าน
อย่างไรก็ดี วิถีชีวิตตามแบบฉบับของชาวทุ่งกุลาร้องไห้ยังคงเดิม คือไม่ค่อยติดต่อกับโลกภายนอกและต้องพะวักพะวงอยู่กับการแก้ปัญหาความแห้งแล้งซึ่งก็ยังมิได้หมดสิ้นไป
ตลอดจนระยะทางคมนาคมที่ห่างไกลซึ่งยังคงต้องพัฒนาอีกมาก
แต่ท่ามกลางอุปสรรคต่างๆนั้น มีเสน่ห์ดึงดูดผู้ไปเยือนด้วยวัฒนธรรมที่น่าชื่นชมและความเจริญทางจิตใจของชาวทุ่งกุลาร้องไห้ซึ่งยึดมั่นในพุทธศาสนา
มีวัดและโรงเรียนเป็นศูนย์กลางของชุมชน
สามัคคีร่วมมือร่วมใจกันแก้ปัญหาของท้องถิ่น
และมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้มาเยี่ยมเยือน @@@ อาจกล่าวได้ว่า
ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจของทุกๆคน ใครที่ยังไม่เคยไปควรหาโอกาศไปร่วมทำบุญ
พัฒนาโรงเรียนของเยาวชน และร่วมเสวนากับชาวบ้านที่ทุ่งกุลาแห่งนี้ ต่อคำถามที่ว่า ทำไมจึงมีการร้องไห้เกิดขึ้น ? ผู้รู้บอกว่า กุลา หมายถึงสัตว์ที่ใช้ทำนาซึ่งประสบความยากลำบากในการไถนา ณ พื้นที่แห้งแล้งแห่งนี้
ถึงขนาดต้องหลั่งน้ำตา! ทั้งคนทั้งสัตว์ !! แต่ยืนยันได้ว่าเป็นเพียงเรื่องที่เล่าลือกันมาแบบปรำปราจากอดีตกาล
ซึ่งในปัจจุบันไม่อาจพบเห็นได้อีกต่อไปแล้ว ทุกคนผู้ไปเยือนจะพบแต่ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสของชาวทุ่งกุลาฯ
และสิ่งน่าสนใจอันเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น.
@@@@ จินตกวี
ชื่อ เดช
ภูสองชั้น
ได้ประพันธ์ไว้ว่า :- ๑.ทุ่งกุลา มองฟ้า จรดผืนดิน
เขาเรียกถิ่น แห้งแล้ง
แห่งอีสาน เรียกติดปาก มองติดตา มาช้านาน
เขากล่าวขาน ทุ่งกุลา มานานนม ๒.สุดลูกตา มองฟ้า เป็นขอบเขต มองสุดเนตร โอ้ใจฉัน มันขื่นขม แสงแดดเผา เป็นเปลวไฟ
ใจระทม เหงื่อไหลโทรม เดินผ่าน
สะท้านกาย ๓.เดินผ่านทุ่ง มุ่งมองไป ทางไกลนัก อีกาทัก
ใจหวามหวิว หิวกระหาย น้ำจะดื่ม ไม่มี ชีวาวาย ยืนร้องไห้ มองทุ่งกว้าง
ห่างฝูงชน
๔.ในอดีต หมู่ชน คนกุลา
หาบสินค้า
มาใกล หัวใจหม่น หนักกี่หนัก
แสนเหนื่อย เมื่อยเหลือทน หลงสับสน
แสนไกล หลายกิโล ๕.หนักไปหน้า เหมือนกุลา หาบบักนุ่น หาบตอนแรก ก็พอลุ้น อุ่นใจโข หาบไปนาน ก็หายหนัก ชักเซโซ ร้องไห้โฮ ทางมันไกล
ไม่คำนึง
๖.มองเห็นบ้าน อยู่แสนไกล นึกว่าใกล้
หาบของไป มันแสนหนัก ยากจะถึง ลมออกหู
ทั้งสองข้าง ต่างตะลึง
ไปไม่ถึง
จึงร้องไห้ ในกุลา... @จากเวปไซท์ PTT Guide Tour ...................... ชาวไทยกุลา กุลาหรือเงี้ยว คือ ไทยใหญ่ปนพม่า
ปัจจุบันเป็นแคว้นหนึ่งของพม่า กุลาชอบ เดินทางมาค้าขายแถบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นจำนวนมาก
จนมีชื่อเป็นอนุสรณ์ว่า \"กุลาร้องไห้\" พวกกุลามีความชำนาญในการเดินทางเร่ร่อนค้าขาย โดยนำผ้าแพรพรรณ
เครื่องใช้ในการ ดำรงชีวิต
มาเร่ขายในลุ่มแม่น้ำโขง แล้วซื้อข้าวกลับไป จึงมีบางพวกหลงเหลือตั้งรกรากอยู่ในแถบหัวเมืองนี้
ชายกุลามีรูปร่างสูงใหญ่ นุ่งโสร่ง มีผ้าโพกศีรษะทรงสูง นิยมเจาะหู
แล้วคล้องด้วยเครื่อง ประดับทองคำ ในจังหวัดมุกดาหาร
มีเชื้อสายชาวกุลาอยู่ในท้องถิ่นอำเภอหนองสูง ..................... @จากเวปไซท์ กรมพัฒนาที่ดิน การปลูกข้าวหอมมะลิ
๑๐๕ ในพื้นที่ประเภทนาหว่านข้าวแห้ง ในสภาพดินทรายปนดินร่วนที่ทุ่ง
กุลาร้องไห้ จะเตรียมดิน
โดยการไถพรวน แล้วหว่านเมล็ดข้าว ในอัตรา 10 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นคราดกลบและโปรยฟางคลุม
1,000 กิโลกรัมต่อไร่ จะทำให้ผลผลิตเฉลี่ยที่ได้สูงถึง 500
กิโลกรัมต่อไร่ | ||||