โดย
หนุ่มหน้าหับเผย (ก.ค.๔๘ )
..................................
พนักงานอัยการนั้น โดยแท้จริงแล้ว หมายถึง ทนายแผ่นดิน จะเห็นได้จากพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา 4 กำหนดว่า ให้มีพนักงานอัยการไว้เป็นทนายแผ่นดินประจำศาลยุติธรรมชั้นต้นทุกศาล
คำว่า พนักงานอัยการ ใช้ควบคู่กับคำว่า ทนายแผ่นดิน มาตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันอัยการขึ้นมาในประเทศไทยเมื่อ 112 ปีที่ผ่านมา คำว่า ทนายแผ่นดิน บ่งชี้ถึงอุดมการณ์ของพนักงานอัยการในการปฏิบัติหน้าที่
พนักงานอัยการหาได้มีฐานะเพียงเป็นโจทก์ซึ่งมุ่งแต่จะเอาชนะ พนักงานอัยการต้องดำเนินคดีแทนแผ่นดินหรืออีกนัยหนึ่งคือแทนประชาชน
..................................
ดังนั้น พนักงานอัยการจึงต้องทำหน้าทีเป็นผู้อำนวยความยุติธรรมและเป็นหลักประกันความยุติธรรมในแต่ละคดี ชัยชนะของพนักงานอัยการ คือ การที่ผู้บริสุทธิ์ได้รับการปล่อยตัว และผู้กระทำผิดได้รับการลงโทษ
ในการดำเนินคดีของพนักงานอัยการแทนและเพื่อประโยชน์ของรัฐและประชาชนนั้น จึงมีความหมายอยู่ในตัวว่า พนักงานอัยการย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะดำเนินคดีหรือไม่ดำเนินคดีใดคดีหนึ่งเพื่อผลประโยชน์อื่นใดรวมทั้งผลประโยชน์ในทางการเมือง
..................................
จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ พรบ.พนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา17 ได้บัญญัติรองรับความเป็นอิสระของพนักงานอัยการไว้ว่า
นายกรัฐมนตรีมีอำนาจทำคำสั่งหรือวางระเบียบให้พนักงานอัยการทำหน้าที่อื่นใดนอกจากหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอื่นได้.............................เว้นแต่คำสั่งหรือระเบียบนั้นๆจะขัดต่องานในหน้าที่
หรืออาจทำให้งานในหน้าที่เสื่อมทรามได้
..................................
อุดมการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการดังกล่าวข้างต้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในระดับนานาชาติ จะเห็นได้จากการที่ที่ประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมฯ
(UN Congress on Crime Prevention......) ครั้งที่ 8 ณ กรุง Havana ประเทศคิวบา
เมื่อปี ค.ศ. 1990 ได้รับรองมาตรฐานองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาว่าด้วยบทบาทของพนักงานอัยการ
โดยมีใจความปรากฏในข้อ 4 ว่า
..................................
รัฐพึงดำเนินการให้เป็นที่มั่นใจได้ว่าอัยการสามารถจะปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทแห่งวิชาชีพโดยปลอดจากการข่มขู่ ขัดขวาง คุกคาม หรือแทรกแซงที่ไม่สมควร และปลอดจากความรับผิด ทางแพ่ง อาญา
หรือความรับผิดอื่นๆ ที่ไม่ชอบ"
..................................
จากมาตรฐานดังกล่าว ประเทศที่มีความเจริญในด้านการบริหารกระบวนการยุติธรรมทุกประเทศ จึงต้องจัดให้มีหลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานอัยการในทุกๆด้าน ทั้งในด้านกฎหมาย,
การบริหารงานบุคคล, การจัดองค์กรในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และอื่นๆ สำหรับประเทศไทยนั้น บทบัญญัติกฎหมายที่ห้ามฝ่ายบริหารแทรกแซงการทำหน้าที่ พนักงานอัยการ ก็ดี
กฎหมายที่กำหนดให้คณะกรรมการอัยการ ("กอ.") เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของพนักงานอัยการโดยเฉพาะก็ดี รวมทั้งกฎหมายที่แยกสำนักงานอัยการสูงสุดออกเป็นหน่วยงานไม่สังกัดกระทรวงก็ดี
ถือได้ว่าประเทศไทยได้ยอมรับหลักประกันความเป็นอิสระของพนักงานอัยการในการปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลมาโดยตลอด
..................................
ควรพิจารณาลึกๆถึงเหตุผลที่มีการแยก กรมอัยการ ออกมาจากกระทรวงมหาดไทยในปี พ.ศ. 2534 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น สำนักงานอัยการสูงสุด โดยให้เป็นส่วนราชการไม่สังกัด
สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงนั้น ซึ่งมีใจความว่า
..................................
....................สมควรปรับปรุงระบบการบริหารงานยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับงานของอัยการให้มีความเป็นอิสระ
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้น และเพื่อมิให้อิทธิพลทางการเมืองก้าวก่ายการดำเนินคดีซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนโดยส่วนรวมยิ่งขึ้น
..................................
การกำหนดให้สำนักงานอัยการสูงสุดมิได้สังกัดกระทรวงใด จึงเป็นเอกลักษณ์ขององค์กรยุติธรรมของประเทศ
และให้หลักประกันความเป็นอิสระแก่พนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคลากรหลักในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของชาติตามหลักสากล
แม้ สนง.อัยการสูงสุดจะมิได้สังกัดกระทรวงใด แต่ก็มิได้เป็นอุปสรรคทำให้การประสานงานของหน่วยงานทั้งหลายในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาเกิดข้อติดขัดแต่อย่างใด
เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ตำรวจแห่งชาติ (ขึ้นตรงต่อ นรม.), ราชทัณฑ์ และ ปปส. (ผ่านปลัด ยธ. และ รมว.ยธ.), และ ปปง. (ผ่าน รมว.ยธ.) สามารถประสานงานกันภายใต้การกำกับดูแลของ
รองนายกรัฐมนตรีผู้ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว กอรปกับหน่วยงานอื่นๆในกระบวนการยุติธรรม
เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานศาลยุติธรรม ก็หาได้สังกัดกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดไม่
..................................
เคยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนประการหนึ่งในการอ้างแนวคิดเรื่อง การบูรณาการ (Integration) กับ เรื่อง ความเป็นเอกภาพ (Unity) เพื่อสนับสนุนการจัดให้
สนง.อัยการสูงสุดเข้าไปสังกัดกระทรวงฯ สวนทางแนวคิดสากลและกระแสแห่งความจำเป็นที่จะต้องรองรับให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมต้องมีความเป็นอิสระในระดับเหมาะสมภายใต้ระบบการควบคุมตรวจสอบที่ดี
และที่สำคัญยิ่ง จะต้องไม่นำเอา หลักเอกภาพมาเป็นข้ออ้างเพื่อปิดกั้นหลักการที่สำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบและถ่วงดุลย์ (Check and Balance)โดยองค์กรต่างๆในกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งจะทำให้สูญเสียหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากฝ่ายบริหารมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนดังกล่าวย่อมจะเกิดผลเสียต่อฝายบริหารเอง
เพราะจะถูกมองว่าพยายามเข้าแทรกแซงดุลยพินิจในการอำนวยความยุติธรรมของพนักงานอัยการซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
จะส่งภาพลักษณ์ที่ไม่ดีในสายตาของประชาชนชาวไทยและสังคมโลก และจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของไทยในที่สุด
..................................
ปัญหาที่หยิบยกขึ้นมาข้างต้น ในปัจจุบันน่าจะคลี่คลายและกระจางชัดขึ้น เนื่องจากภายใต้หลักการใหม่ตาม พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.
2546 ฝ่ายบริหารอาจจัดให้หน่วยงานต่างๆในกระบวนการยุติธรรม เช่น ตำรวจ อัยการ ซึ่งแม้มิได้อยู่ในสังกัดกระทรวงใดเลย และหน่วยงานอื่นที่ทำหน้าที่เชิงธุรการบริหาร
ได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจของรัฐร่วมกันอย่างมีเอกภาพ (Unity) และในลักษณะบูรณาการ (Integration)เพื่อบริการประชาชน โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะในฐานะที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้มีอำนาจกำกับดูแลย่อมควบคุมอัตรากำลังบุคลากรและงบประมาณของหน่วยงาน และกำหนดให้ทุกๆหน่วยงานปฏิบัติภายใต้นโยบายและแผนงานร่วมกันได้
..................................
จึงน่าจะสรุปได้อย่างชัดเจนแล้วว่า การจัดให้สำนักงานอัยการสูงสุดซึ่งเป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมได้มีสถานะภาพอย่างเป็นอิสระไม่สังกัดกระทรวง เป็นระบบที่ดีที่สุดของประเทศไทยสอดคล้องกับหลักการของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาสากล
และสอดคล้องกับหลักการบริหารงานยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญและหลักการบริหารสมัยใหม่ตามหระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีซึ่งมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน
* * * * * * * * * * * *