คัมภีร์กฎหมาย : เวทีถาม - ตอบ และแลกปลี่ยนสาระน่ารู้ |
|
|
|
ประสบการณ์อัยการไทยบน"เส้นทางสายไหม"(ฉบับเฮฮาปาร์ตี้)
โดย ........ อัยการชาวเกาะ* ประสบการณ์อัยการไทยบนเส้นทางสายไหม (๑) เมื่อระหว่างวันที่ ๑๗ ๒๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ท่านคัมภีร์ แก้วเจริญ อัยการสูงสุด ท่านสัตยา อรุณธารี อธิบดีอัยการเขต ๘ ท่านสุเวช จิตมหาวงศ์ อธิบดีอัยการเขต ๒ และท่านสุเมธ ชัยช่วงโชคอธิบดีอัยการเขต ๖ ท่านศิริศักดิ์ ติยะพรรณ รองอธิบดีอัยการฝ่ายคณะกรรมการอัยการ (โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด)ท่านรัฐกร นิ่มวัฒนา อัยการพิเศษฝ่ายกิจการต่างประเทศ ท่านขจรศักดิ์ พุทธานุภาพ เลขานุการอัยการสูงสุด ท่านณัฐวุฒิ สกุลพานิช อัยการจังหวัดมีนบุรี ผมอัยการจังหวัดคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต และท่านสนธ์ กังสนารักษ์ รองเลขานุการอัยการสูงสุดได้รับเชิญจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนให้เดินทางไปตามเส้นทางสายไหมเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ ร่องรอยอารยธรรม วัฒนธรรมท้องถิ่นและแลกเปลี่ยนความรู้ระบบอัยการของกันและกัน ต่อไปนี้คือรายงานการเดินทางและความรู้ที่ได้รับจากการเดินทางในครั้งนี้ในด้านต่างๆสไตล์อัยการชาวเกาะ @เส้นทางสายไหม ในศตวรรษที่ ๑๙ นักวิชาการยุโรปได้ขนานนามเส้นทางการค้าจากเมืองฉางอานทางตะวันออกไปถึงอาณาจักรโรมันว่าเส้นทางสายไหม เพราะในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้มีการพยายามสร้างสัมพันธมิตรและแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวตะวันตก และสินค้าที่นำไปส่วนใหญ่ก็คือผ้าไหม รองลงมาก็คือพวกเครื่องสัมฤทธิ์ ส่วนสินค้าที่ทางตะวันตกนำเข้ามาก็คือ องุ่น วอลนัต อูฐ และม้าพันธุ์ดี เส้นทางสายไหมเริ่มต้นที่เมืองฉางอานไปสิ้นสุดที่เมืองต้าฉิน โดยเมื่อถึงเมืองตุนฮวงก็จะมีทางแยกไปทางเหนือและใต้แต่ก็ไปถึงต้าฉินเหมือนกัน และผ่านอานซีเหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกใจเมื่อเราไปดูพิพิธภัณฑ์ตามเส้นทางสายไหมมีหุ่นขี้ผึ้งของพ่อค้าหนวดเครารุงรัง เพราะอานซีคืออิหร่านนั่นเอง ที่เมืองต่างๆตามเส้นทางสายไหมจะไม่มีชาวจีนล้วน ไกด์เล่าให้ผมฟังว่าความเวิ้งว้างของทะเลทราย ความยากลำบากในการเดินทางทำให้ชนเผ่าต่างๆที่เป็นผู้ชายหาทางกลับบ้านไม่ถูก ก็เลยหาเมียแถวนั้นตั้งรกรากอยู่แถวนั้นเสียเลย แหม น่าเสียดายที่ท่านอธิบดีอัยการเขต ๖ หาทางขึ้นเครื่องกลับไทยถูก ไม่เช่นนั้นละก็ ท่านคงอยู่แถวตุนฮวง เพราะอยู่เมืองจีน ๕-๖ วันเห็นบอกว่าอูฐสวย....ฮิฮิ @@การเดินทาง ในการเดินทางครั้งนี้ เราเดินทางจากประเทศไทยไปยังเซี่ยงไฮ้ แล้วเดินทางด้วยเครื่องบินจากเซี่ยงไฮ้ไปตั้งต้นเส้นทางสายไหมที่เมืองซีอาน แล้วขึ้นเครื่องเดินทางไปเมืองหลานโจว ต่อไปที่เจี่ยยู่กวง ต่อจากนั้นจึงนั่งรถยนต์ไปอีก ๔๘๐ กิโลเมตรจนถึงตุนฮวง จากตุนฮวงนั่งเครื่องกลับไปที่หลานโจว แล้วเดินทางต่อไปยังปักกิ่งคารวะอัยการสูงสุดจีน จึงเสร็จสิ้นการเดินทาง ความสมบุกสมบันในการเดินทางทำให้แต่ละท่านเหนื่อยอ่อน เป็นอย่างไรดูภาพได้เลยครับท่าน @@@พุทธศาสนา เป็นที่น่าแปลกใจมากเมื่อเราไปเยี่ยมชมสถานที่ตามเมืองต่างๆเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอัยการสูงสุดมีความสนใจเรื่องพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่งและได้ทำการบ้านมาอย่างดีคำถามที่ท่านถามมัคคุเทศก์ทำเอาเขาทึ่งกันเป็นแถบๆ เช่นเรื่องพระถังซัมจั๋งเดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎก จีนเขาเรียกพระถัมซัมจั๋งว่า เสวียนจั้ง ท่านเดินทางไปถึงดินแดน เทียนจู๋ ซึ่งคืออินเดีย ปากีสถานและบังกลาเทศ และศึกษาพระพุทธศาสนาถึง ๑๕ ปี และได้บันทึกการเดินทางของท่านไว้ชื่อ ต้าถังซีอี้ว์จี้ ท่านบันทึกไว้อย่างละเอียดจึงเป็นเอกสารสำคัญของจีนในการศึกษาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียในสมัยโบราณ แต่ที่ผมสงสัยและได้คำตอบเกี่ยวกับคนจีนในยุคปัจจุบัน กลับได้ความว่าคนจีนยุคปัจจุบันไม่สนใจศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ จะเรียกว่าไม่นับถือศาสนาเลยก็ว่าได้ เห็นว่าอันไหนดีก็ทำตาม ผมจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเมืองตุนฮวงที่มีสถานที่สำคัญทางศาสนา เช่นที่ถ้ำโมเกาหรือม่อกาว อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเขาหมิงซา มีพระพุทธรูปนั่งขนาดใหญ่อันดับสามของโลก สูง ๓๓ เมตร และถือเป็นพระพุทธรูปนั่งในถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ที่ผนังถ้ำยังมีภาพเขียนพุทธประวัติ ภาพเกี่ยวกับครอบครัวของผู้มาทำการสร้างห้องโถงในถ้ำไว้เป็นที่บูชาพระพุทธรูปของครอบครัวรวมทั้งการเดินทาง ถ้ำแห่งนี้สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยยุคราชวงศ์เยวี๋ยน แต่ถูกทอดทิ้งในราชวงศ์หมิง และมาซ่อมแซมอีกครั้งสมัยราชวงศ์ชิง แต่ในสมัยราชวงศ์ชิงอ่อนแอและคนจีนไม่เห็นคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมที่ค้นพบจึงถูกชาวตะวันตกที่กำลังตื่นตัวในอารยธรรมโบราณ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ มาขโมย ลอกรูปภาพออกจากผนังถ้ำ(ทำให้ภาพในถ้ำหายไปเป็นช่องสี่เหลี่ยม) ตำราต่างๆถูกขนไปจำนวนมาก ในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๐ ได้มีการค้นพบถ้ำเก็บพระไตรปิฏก พบสิ่งของหลายอย่างทั้งภาพเขียน ผ้าปักลวดลายต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ทางพิธีกรรมที่ตกทอดจากยุคศตวรรษที่ ๔-๑๑ จำนวนมาก ซึ่งทำให้สามารถศึกษาย้อนหลังทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การปกครอง เศรษฐกิจ ศาสนา อารยธรรมชนเผ่า ภาษา ศิลปวัฒนธรรม จนได้ชื่อว่าเป็นมหาสมุทรแห่งประวัติศาสตร์ เสียดายที่เขาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเลยมีภาพมาให้ชมน้อยมาก นี่ถ้าเป็นบ้านเราการโปรโมทเมืองแห่งนี้ก็ต้องเน้นไปที่พุทธศาสนา แต่เขากลับไปโปรโมทเมืองตุนฮวงด้วยนางอัปสร ซึ่งเป็นนักดนตรีบนสวรรค์ ในเมืองก็จะมีรูปนางอัปสรที่วงเวียน หน้าโรงแรมก็มีนางอัปสร ของที่ระลึกส่วนใหญ่ก็เป็นทางอัปสร ผมว่าถ้าเมืองตุนฮวงโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยดินแดนแห่งพุทธศาสนา ในสายตาชาวพุทธน่าจะเป็นจุดขายได้ดีกว่านางอัปสรนะ แต่ท่านอธิบดีเขต ๘ บอกว่าถ้าโปรโมทการท่องเที่ยวด้วยนางอัปสรจริงๆจะเจ๋งกว่า พับเผื่อย..... รูปนางอัปสร สัญญลักษณ์เมืองตุนฮวง (ภาพ) ถ้ำโมเกาแหล่งสำคัญทางพุทธศาสนา(ภาพ) @@@@วัด คราวนี้เราเหมือนกับไปทัวร์วัดกับทัวร์พิพิธภัณฑ์ เพราะท่านอัยการสูงสุดให้ความสนใจเส้นทางสายไหมกับพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธศาสนาในเมืองจีนปัจจุบันหาคนสนใจยาก คงเหมือนกับประเทศอินเดียหรือศรีลังกาที่คนเสื่อมความนิยม แต่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในมืองไทย และจีนก็คงรู้ว่าเราเป็นชาวพุทธ จุดที่จัดให้เราไปชมจึงเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและเกี่ยวกับการเผยแพร่พุทธศาสนาในเมืองจีน เราได้ไปวัดฟาเหมินซื่อ ที่นี่ก็มีพิพิธภัณฑ์ เราได้เห็นพระธาตุของพระพุทธเจ้าของแท้ ท่านอัยการสูงสุดจะมีคำถามเกี่ยวกับพระถังซำจั๋ง จีนเขาเรียก เสวียนจั้ง คำถามเกี่ยวกับพระเจ้าถังเกาจง การเผยแผ่พระพุทธศาสนา เส้นทางการเดินทาง การแปลพระไตรปิฏก ทำเอาไกด์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่อธิบายแล้วมีคนสนใจ วัดที่เราไปแทบทุกแห่งจะมีพิพิธภัณฑ์ให้ชมน่าสนใจมาก เพียงอย่างที่บอกคือคนจีนแท้กลับให้ความสนใจพุทธศาสนาน้อย (ภาพ) หลวงพี่องค์นี้เท่ห์มากมีมือถือด้วย (ภาพ) ภาพประดับหยกสีธรรมชาติเกี่ยวกับพุทธประวัติ (ภาพ) ภาพสลักนูนต่ำเกี่ยวกับพุทธประวัติ (ภาพ) การบรรจุพระธาตุมีกล่องหลายชั้นมาก (ภาพ) เจดีย์จำลองที่บรรจุพระธาตุ (ภาพ) ไม้เท้านี่เขาดูที่ห่วงใครห่วงมากก็ระดับสูงมาก @@@@@โรงแรม เมื่อเราไปถึงเมืองจีนเขาจัดที่พักให้เราอย่างดี ที่ซีอานเราได้พักที่โรงแรมไฮแอตซีอาน ท่านณัฐวุฒิบอกว่าถ้าอ่านเป็นภาษาจีนต้องอ่านว่าโรงแรม ไหฟัต ฮิฮิ...ที่โรงแรมนี้เมื่อเราไปถึงไม่มีคนมาปรบมือต้อนรับ แต่ที่หน้าโรงแรมจะมีน้ำพุ ผมฟังเหมือนเสียงปรบมือที่ดังขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่มรู้ว่ามีใครสังเกตบ้างหรือเปล่า พอเราย้ายจากไฮแอตซีอานไปที่หลานโจว คราวนี้จะมีพนักงานโรงแรมมายืนต้อนรับที่หน้าประตูโรงแรม พอท่านอัยการสูงสุดลงจากรถพนักงานก็จะปรบมือต้อนรับ พอเรากลับก็มายืนเข้าแถวยกมือบ๋ายบาย ที่เจี่ยยู่กวงและที่ตุนฮวงก็เช่นเดียวกัน ดูค่อนข้างจะให้เกียรติพวกเรามากอย่างที่เจี่ยยู่กวงเราพักกันที่โรงแรมกำแพงเมืองจีนในโรงแรมก็บอกว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ก็เคยประทับ ที่หลานโจวตึกที่เราพักอยู่ไปทางด้านในสุดดูเหมือนจะยกตึกด้านที่พวกเราพักให้เฉพาะคณะพวกเราเลย ส่วนที่ตุนฮวงเมื่อพวกเราจะกลับเจ้าหน้าที่โรงแรมจะมาถ่ายรูปร่วมกับคณะของพวกเราด้วย แล้วรีบออกมายืนเข้าแถวยาวหน้าโรงแรมโบกมือให้กับพวกเรา ผมเห็นหลายคนมองตาละห้อย อย่าให้บอกเลยว่าใครบ้าง มันบาป.....เฮอะๆๆ (ภาพ) ถ่ายกับผู้บริหารและพนักงานโรงแรมที่ตุนฮวง (ภาพ) โรงแรมไฮแอตซีอานหรือโรงแรมไหฟัด (ภาพ) หน้าโรงแรมกำแพงเมืองจีนลายข้างล่างผมว่าเป็นลายไทย ประสบการณ์อัยการไทยบนเส้นทางสายไหม(๒) @อาหารการกิน การเป็นแขกบ้านแขกเมืองนี่เหนื่อยเอาการเหมือนกัน เพราะแต่ละแห่งจะมีประธานสภาประชาชนมณฑล อย่างต่ำก็รองสภาประชาชน อัยการสูงสุดมณฑลหรือรองอัยการสูงสุดผู้รักษาการมาต้อนรับคณะของเรา ดังนั้นอาหารแต่ละมื้อจึงเป็นอาหารอย่างดี อย่างต่ำจะต้องมี ๑๖ อย่าง อย่างมากถึง ๒๑ อย่าง มีทั้งการเลี้ยงรับรองเป็นทางการและไม่เป็นทางการ แต่ก็เหนื่อยพอๆกัน ก่อนทานอาหารทุกมื้อถ้าเป็นการเลี้ยงแบบทางการก็จะมีการกล่าวต้อนรับกับ กัมเปย เหล้าอู่เหลียงเย่ ชนแก้วกันจนร่างกายอบอุ่น เพราะขณะที่เราเดินทางไปตามเส้นทางสายไหม อากาศจะหนาวประมาณ ๑-๑๒ องศาเซลเซียส อาหารที่เขาสั่งมาต้อนรับพวกเราก็จะมีอูฐ แกะ กระต่าย หมู อาหารทะเล ผัก ผลไม้ ผมติดใจผักกรอบอร่อยมาก ทั้งๆที่รู้ว่าเขาใส่ปุ๋ยธรรมชาติ เอิ้ก...เราทึ่งกับการทำเส้นบะหมี่ที่ใช้มือดึงแล้วออกมาเป็นเส้นเท่าๆกัน ทั้งมีขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ที่เมืองหลานโจว ผมแอบไปถามพนักงานเสริฟคนที่น่ารักที่สุดนั่นแหละ แฮ่ะๆๆ ได้ความว่าเขาเรียกว่า ลาเมี่ยน ซึ่งแปลว่า บะหมี่ดึง ท่านสังเกตไหมว่าชื่อลาเมี่ยนคล้ายๆกับชื่ออะไรที่เด็กไทยยุคใหม่ชินกันดี บะหมี่ราเม็งไง @@ที่เมืองฉานซี ท่านประธานสภามณฑลฉานซีท่านบอกว่า ที่เมืองนี้แอปเปิ้ลอร่อยที่สุด ผมได้ทดลองแล้วต้องยอมรับว่าเป็นแอปเปิ้ลที่อร่อยที่สุดเท่าที่ผมเคยได้รับประทานมา เพราะทั้งหวาน กรอบและหอม ส้มจักรพรรดิก็อร่อยลูกขนาดหัวแม่โป้งเท้าข้างในไม่มีเมล็ด หวานดี เพราะความที่ชอบทานผมจึงขอสรุปว่าอาหารที่เขานำมาเลี้ยงเราอร่อยทุกอย่าง เราได้ลองกินอุ้งตีนอูฐ คนอื่นไม่รู้แต่ผมลองทุกอย่างที่ขวางหน้า ทราบแต่ว่าท่านอัยการสูงสุดท่านมังสวิรัติ ท่านพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อทุกชนิด ผมได้แต่ภาวนาในใจว่าแม้เจ้าภาพรู้แล้วว่าท่านมังสวิรัติก็อย่าจัดแต่ผักอย่างเดียวมาก็แล้วกัน โชคดีที่เจ้าภาพเขาก็ชอบเนื้อ ฮิฮิ เราก็เลยยังได้ทานเนื้อแต่ว่าก็ว่าเหอะได้อาศัยใบบุญท่าน อสส.จึงได้ทานอาหารดีๆ แพะย่างทั้งตัว,อุ้งตีนอูฐผมว่าคล้ายๆกับคากิ มาถึงเมืองไทยยังนึกถึงล่ามแปลให้ฟังว่าอาหารที่เขายกมาเป็นแพะ ภาษาอังกฤษที่อัยการจีนบอกก็คือ Lamp เรารู้ดีก็เลยว่าอ๋อ แปลว่าแกะ แต่พอกลับมาศึกษาเรื่องราวของเมืองจีนจึงรู้ว่า อาหารขึ้นชื่อที่เขาสั่งให้เราทานคือ แพะยาหรือย่าวหยาง เพราะบนภูเขาดินแดงมีสมุนไพรเยอะ แพะที่ปล่อยให้หากินตามเชิงเขาก็จะกินสมุนไพรพวกนี้เข้าไปเขาก็เลยเอาแพะมาทำอาหารบำรุงร่างกายคนอีกต่อหนึ่ง นี่ดีนะไม่ได้กินหมูสมุนไพร เพราะถ้ากำลังกินอยู่แล้วได้ฟังชื่อหมูที่เอาเข้าปากอาจจะคายทิ้งทันทีเพราะอาหารที่ว่าเรียก เจวี๋ยหมาจู ฮ่าๆๆๆ การต้อนรับและอาหารแต่ละมื้อโต๊ะใหญ่มาก (ภาพ) แพะย่างทั้งตัว(ภาพ) (ภาพ) ดร.เยี่ยเฟ่ง เลี้ยงต้อนรับแบบไม่เป็นทางการ (ภาพ) งานเลี้ยงที่หลานโจว (ภาพ) อาหารเที่ยงแบบไม่เป็นทางการ (ภาพ)งานเลี้ยงที่เจี่ยยู่กวงเป็นทางการ (ภาพ) สาธิตวิธีการทำบะหมี่ลาเมี่ยน (ภาพ) ทำเสร็จก็เสริฟเราเลย @@@ผู้คน เวลาผมไปไหนมาไหน ผมก็ชอบสังเกตไปเรื่อยๆตามสิ่งที่พบเห็นบางครั้งเพื่อนถามว่าสิ่งที่ผมพูดถึงไปเห็นที่ไหนเพราะเขาไม่ได้สังเกต ที่เมืองจีนจะมีผู้คนหลากหลายแต่ผมถ่ายภาพมาไม่หมด เช่น ที่ปักกิ่งจะมีขอทานออกมาเพ่นพ่านตอนกลางคืน เดินตื๊อขอเงินทั้งคนแก่ กลางคนและเด็ก การขอก็ขอแบบไม่สนใจว่าคนถูกขอจะรำคาญหรือไม่รำคาญ ถ้าไม่ให้บางทีก็ถูกหยิก ในกรุงปักกิ่งผมเจอคู่บ่าวสาว ๒ คู่ มาถ่ายภาพงานแต่งงานนอกสถานที่ ก็เลยไปถ่ายภาพกับเขามาด้วยและยังเห็นกางเกงของเด็กจีนจะมีการผ่าหน้าถึงด้านหลัง เวลาเด็กปวดอึก็นั่งยองๆถ่ายได้เลยไม่ต้องถอดกางเกง เด็กชาวจีนทั้งเด็กเล็กเด็กหนุ่มเด็กสาว แก้มจะเป็นสีชมพูที่เขาเรียกว่าแก้มแดงเป็นลูกท้อเพราะอากาศหนาว ผมถ่ายภาพความน่ารักของเด็กมาหลายภาพ บางครั้งก็จะเห็นคนชรามานั่งปล่อยอารมณ์อยู่ในสวนสาธารณะ ไอ้ที่กอดจูบกันตัวเป็นเกลียวบนเก้าอี้นั่งข้างถนนในกรุงปักกิ่งแบบไม่แคร์สายตาผู้คนก็หลายคู่ ชาวจีนเขาไม่มองกันเหมือนกับจะถือว่าเรื่องเอ็งข้าไม่เกี่ยว (ภาพ) เด็กชาวจีนน่ารักมากแก้มแดงเหมือยลูกท้อ (ภาพ) หลวงพี่ก็ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (ภาพ) โปรดสังเกตกางเกงเด็กด้านหน้า (ภาพ) เด็กฝรั่งในเมืองจีน (ภาพ) ความน่ารักอีกแบบของเด็กจีน (ภาพ) คนชราในจีนนั่งเหม่อลอยคงคิดถึงลูกหลาน (ภาพ) ดูความสดใสของสาวจีนซึ่งมาทำหน้าที่ช่างภาพ (ภาพ) แล้วก็มาดูความน่ารักของเด็ก (ภาพ) ผมยังงงอยู่ว่าเด็กผู้ชายมาเป็นแบบหรือเจ้าบ่าวตัวจริง (ภาพ) แต่คู่นี้น่าจะเป็นของจริงคงไปหาโลเกชั่นที่โบสถ์ (ภาพ) โปรดสังเกตที่ก้นเด็กกางเกงจะผ่าหน้าถึงหลัง (ภาพ) คนนี้เป็นไกด์ที่มาอธิบายที่หอฟ้าเทียนถาน @@@@ดูการแสดง ที่เมืองซีอานเขาพาเราไปทานอาหารเย็นแล้ว พาไปดูการแสดงระบำสมัยราชวงศ์ถัง ต้องยอมรับว่าสวย ที่โรงระบำเขามีให้ทานอาหารด้วย เหมือนดินเนอร์และมีการแสดงไปในตัวโต๊ะจะหันข้างให้กับเวที ผมแทบไม่ได้นั่งเพราะอยากถ่ายรูป ที่การแสดงนี้ที่ผมประทับใจมากคือการเป่าขลุ่ยจีนลักษณะเป็นแพคล้ายแคนแต่เป่าแบบเม้าท์ออร์แกน เสียงแหลมสูง เป็นความสามารถเฉพาะตัวการแสดงชุดนี้เรียกเสียงปรบมือได้นานที่สุด อีกชุดที่เราได้ดูคือที่ปักกิ่ง เป็นเหมือนงิ้ว ความสามารถของผู้แสดงดีมาก โฆษกเป็นผู้หญิงมีเค้าว่าสวยมากเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ที่นี่เราได้เห็นความสามารถในการเล่นดนตรี เครื่องดนตรีสี่ชิ้น คนเล่นสี่คนแต่ละคนเล่นดนตรีของคนอื่นด้วยเล่นของตัวเองด้วย ไม่รู้เขาแยกประสาทยังไง ระหว่างการแสดงมีการล้อเลียนคนไทยด้วย จบการแสดงยังมีของที่ระลึกให้ท่านอัยการสูงสุดและให้ท่านลงนามในสมุดเยี่ยม (ภาพ) เขาเล่นยังไงมือหนึ่งเล่นดนตรีของตนอีกมือเล่นของเพื่อน (ภาพ) ลีลาอ่อนพลิ้วของสาวนักแสดง (ภาพ) เปลี่ยนหน้าได้หลายหน้าจับไม่ได้ว่าเปลี่ยนยังไง (ภาพ) ชมการแสดงเสร็จยังได้รับของที่ระลึกด้วย ประสบการณ์อัยการไทยบนเส้นทางสายไหม(๓) @ทะเลทรายโกบี ที่เมืองตุนฮวงเป็นโอเอซิสของทะเลทรายโกบี เรานั่งรถจากเจี่ยยู่กวงกันจนเมื่อยกว่าจะถึงเมืองตุนฮวง ผมมองรอบข้างผมหลับกันหมด เหลือแต่ผมกับคนขับรถ นั่งนึกในใจว่านี่ขนาดเราเดินทางด้วยรถ ความเร็วในปัจจุบันต้องเร็วกว่าอูฐในทะเลทรายหลายเท่าอยู่แล้ว ยังรู้สึกเหงา สองข้างทางต้นไม้ก็ไม่ค่อยมี มีแต่ภูเขากับทราย แล้วสมัยโบราณที่เขาเดินทางกันด้วยอูฐกว่าจะเดินทางไปเจอโอเอซิสสักแห่งหนึ่งเขาจะต้องใช้ความพยายามขนาดไหน แถมข้าราชการที่เป็นนายด่านแทบจะไม่ต้องพูดถึงเลย ผมเห็นในพิพิธภัณฑ์มีหุ่นขี้ผึ้งมีภรรยานายด่าน บุตรนายด่าน มีสาวใช้ อยู่ที่ด่านด้วย แสดงว่าเมื่อนายด่านได้รับคำสั่งให้มาเป็นนายด่านก็คือต้องย้ายภูมิลำเนากันเลย แถมยังได้ความรู้อีกว่าเมือนายด่านถึงแก่ความตาย ลูกนายด่านอาจได้รับราชการเป็นนายด่านต่อไปอีก เหมือนกับว่าชีวิตนี้ไม่ต้องไปดูอะไรอีกแล้ว แต่ที่พวกเราสนใจก็คือว่าหุ่นขี้ผึ้งที่ปั้นไว้ภรรยานายด่านสวยมาก มีลูกวัยสัก ๑๐ ขวบ แต่เตียงในห้องเล็กขนาดว่าถ้าภรรยานายด่านนอนกับลูก นายด่านก็ไม่มีที่นอน ผมตั้งข้อปุจฉาขึ้นมาว่าเอะนายด่านนอนตรงไหน ท่านอธิบดีเขต ๒ บอกว่าคุณลองสังเกตห้องคนใช้ซิ ที่นอนกว้างกว่าห้องภรรยายนายด่าน อะ อะ รู้นะคิดอะไรอยู่.....จากตุนฮวงเราไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนก็มีแต่ทะเลทรายสุดลูกหูลูกตา เราได้เห็นธรรมชาติแปลกๆในทะเลทราย ลักษณะคล้ายแพะเมืองผีบ้านเรา มีรูปทรงของเขาดินทรายถูกลมพัดกัดกร่อนเป็นรูปต่างๆ จินตนาการเป็นรูปต่างๆ รูปนกยูงก็มี หรือมองไปเหมือนก้อนหินลอยอยู่ในทะเล น่าอัศจรรย์มาก (ภาพ) ธรรมชาติสร้างสรรค์เป็นนกยูง (ภาพ) ในทะเลทรายลมแรงมาก (ภาพ) ภรรยานายด่านกับสาวใช้ (ภาพ) นายด่าน ภาพนี้ท่านอสส.เป็นคนถ่าย @@เขาทรายร้อง ที่เมืองตุนฮวงเราไปภูเขาหมิงซา คำว่าหมิงซา แปลว่าทรายร้อง ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า ดูน เป็นภูเขาทะเลทรายละเอียด มีความยาวจากด้านทิศตะวันออกไปทิศตะวันตกถึง ๔๐ กิโลเมตร เวลามีลมพัดก็จะได้ยินเสียงทรายร้อง บ้างก็ว่าเป็นเสียงดนตรี บ้างก็ว่าเป็นเสียงร้องครวญครางของบรรดาเหล่าทหารที่เคยมาสู้รบบริเวณแถบนั้น นักท่องเที่ยวมานั่งไถจากภูเขาทรายลงมาข้างล่างกันอย่างสนุกสนาน ว่ากันว่าระหว่างไถลลงมาจะได้ยินเสียงดนตรีด้วยนะ เสียดายที่เราไม่มีโอกาสทดลอง นอกจากนี้ที่เขาทรายร้องยังมี เยว่หยา หรือจันทร์เสี้ยว เป็นบ่อน้ำใสกลางทะเลทรายที่ไม่เคยแห้ง ที่นี่เราได้ดูภาพถ่ายที่เขาแสดงไว้สวยมากเป็นทิวทัศน์ในเวลาต่างๆ เช่น ตอนเย็น ตอนเช้า ซึ่งเราไม่มีโอกาสมานั่งเฝ้าดู เสียดายมาก และผมเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภาพตามที่ตั้งใจเพราะเรามีโปรแกรมการเดินทาง ภาพที่ผมตั้งใจจะถ่ายแต่ไม่ได้ถ่ายคือภาพคลื่นทะเลทราย ไว้คราวหน้ามีโอกาสจะไปถ่ายให้ได้ คอยดูซิ... (ภาพ) ดูน (ภาพ) ทะเลสาบพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว @@@ป้อมกำแพงเมืองจีน เราได้ดู ๓ แห่งคือป้อมกำแพงเมืองจีนที่เมืองเจี่ยยู่กวง ตุนฮวงและที่ปักกิ่ง ที่เมืองตุนฮวงตัวกำแพงแคบกว่าที่กรุงปักกิ่งแต่เราดูเพียงห่างๆ แต่ป้อมกำแพงที่เมืองเจี่ยยู่กวง อาคารป้อมยังดูสมบูรณ์อยู่ผมจำได้ว่าไกด์บอกว่า มีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งซึ่งร่ำลือกันว่าหากใครเอาอิฐก้อนนั้นออกกำแพงจะพัง แต่จะเข้าไปหยิบอิฐก้อนนั้นก็ไม่ใช่ง่ายๆเพราะอิฐก้อนนั้นวางอยู่ที่ตรงกลางเหนือประตูป้อม จะเดินอ้อมขอบกำแพงก็มีหวังตกขอบกำแพงตายเพราะขอบๆวางอิฐไว้เฉยๆ ถ้าเหยียบอิฐแต่ละก้อนก็จะหลุดลงมา ผมยังสงสัยว่าจะจริงหรือเพราะอิฐก้อนนั้นวางไว้เฉยๆ ลองไปค้นหาหนังสือมาดูเขาบอกว่า นายช่างชื่อ ยี่คายจาน เป็นผู้ควบคุมการสร้างป้อมกำแพงนั้นกำหนดให้ใช้อิฐ ๙๙๙,๙๙๙ ก้อน พอสร้างเสร็จเหลืออิฐ ๑ ก้อน เหตุที่เหลือคงเป็นเพราะมีใครแกล้งทำลายชื่อเสียงของนายช่างผู้คำนวณ แอบเอาอิฐมาวางเพิ่มเพราะนายช่างผู้นี้เป็นคนเก่งมากคำนวณไม่เคยผิดพลาด โถพี่ผิดแค่ก่อนเดียวผมก็ถือว่าพี่สุดยอดแล้วพี่..... เราสงสัยกันว่าทำไมกำแพงเมืองจีนจึงกว้างไม่เท่ากัน ทั้งๆที่เมืองมีคำสั่งให้สร้างกำแพงเมืองจีน น่าจะมีการกำหนดขนาดกว้างยาว และแล้วเราก็ถึงบางอ้อเพราะกำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างขึ้นมาในยุคสมัยเดียว สมัยโบราณมีหลายราชวงศ์ ราชวงศ์ตั้งเมืองหลวงที่ใดก็จะมีการสร้างกำแพงเมืองที่นั่น ยุคราชวงศ์ใดกำหนดความกว้างของกำแพงขนาดใดก็สร้างกันขนาดนั้น จึงใหญ่บ้างเล็กบ้าง และเมื่อดูจากแผนภูมิที่แสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็จะเห็นว่ากำแพงเมืองจีนไม่ได้สร้างให้ต่อกัน แต่จะดูเป็นเส้นๆเป็นทิศทางเดียวกัน ซ้อนกันบ้างแต่ระยะห่างระหว่างกำแพงก็จะไกลมาก ประสานกันบ้าง แต่ในยุคหลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมประเทศได้เป็นผลสำเร็จก็ได้เชื่อมกำแพงเข้าด้วยกัน ได้ความรู้มาอีกว่ากำแพงเมืองจีนเมืองตุนฮวง สร้างสมัยราชวงศ์ฮั่น ที่กำแพงเมืองจีนกรุงปักกิ่งสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง กำแพงเมืองจีนเริ่มต้นที่ริมทะเลมณฑลเหอเป่ย ชื่อด่านว่า หัวมังกร ภาษาจีนเขาเรียก ซานห่ายมาสิ้นสุดที่หางมังกรที่เจี่ยยู่กวง ยาว ๖,๗๐๐ กิโลเมตร (ภาพ)ป้อมกำแพงเมืองจีนที่เจี่ยยู่กวงที่ถือว่าสมบูรณ์ที่สุด (ภาพ) คนต่างด้าวจะผ่านเมืองต้องไปขออนุญาตกับนายด่าน @@@@แม่น้ำฮวงโห เราตื่นเต้นกันมากที่ได้มาเห็นแม่น้ำฮวงโห เพราะรู้จักแม่น้ำนี้มาตั้งแต่เด็ก เราได้รู้จักจากในหนังสือเรียน เมื่อเรามาที่หลานโจว ที่แม่น้ำแห่งนี้มีความหมายเป็นแม่ของแผ่นดิน จึงมีรูปหินแกะสลักเป็นแม่อุ้มลูก และที่ริมแม่น้ำก็มีพิพิธภัณฑ์ให้เราเห็นกังหันน้ำขนาดใหญ่แสดงให้เห็นความสามารถของมนุษย์ที่พยายามเอาชนะธรรมชาติใช้พลังของน้ำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เขาใช้ความแรงของน้ำมาหมุนกังหัน การหมุนของกังหันก็จะไปหมุนโม่สีข้าว ทำให้เกิดประโยชน์ ดูขนาดของกังหันที่ทำด้วยไม้จากภาพ แม่น้ำเหลืองหรือแม่น้ำหวงโหแห่งนี้ ยังมีอีกชื่อหนึ่งคือ แม่น้ำวิปโยค แต่ละปีกลืนกินชีวิตผู้คนไปนักต่อนัก (ภาพ) คนจีนเอาชนะธรรมชาติโดยการใช้พลังน้ำจากแม่น้ำฮวงโหมาหมุนกังหันแล้วกังหันก็ไปหมุนเครื่องสีข้าว @@@@@พิพิธภัณฑ์ ไปพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง แต่ละแห่งเราใช้เวลามากเพราะท่านอัยการสูงสุดและคณะให้ความสนใจด้านประวัติศาสตร์ บางเรื่องท่านอัยการสูงสุดได้ศึกษามาก่อน การชมพิพิธภัณฑ์จึงได้รสชาติเพราะเมื่อท่านถามนอกเหนือจากที่เขาบรรยายและเขาตอบให้เราได้ เราก็ได้ความรู้เพิ่มยิ่งทำให้สนุกในการเรียนรู้ แต่เล่นเอาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย,ฝ่ายจัดเลี้ยง,และเจ้าหน้าที่ของสถานที่ที่เราจะไปต้องกระวนกระวายใจเพราะการชมพิพิธภัณฑ์หรือสถานที่ที่น่าสนใจเราดูกันเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่มาเที่ยงดูเล่นเฉยๆ เขาก็คงไม่นึกว่าเราจะให้ความสนใจขนาดนั้นแต่เจ้าของสถานที่ที่เราเข้าไปกับไกด์ที่เขามาอธิบายให้เราดูจะมีความสุขทุกแห่งที่เราสนใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเขา พิพิธภัณฑ์ที่น่าประทับใจที่สุดก็คือพิพิธภัณฑ์สุสานจิ๋นซี เพราะนอกจากดูสุสานที่นักท่องเที่ยวทั่วไปได้ดูแล้ว เรายังได้ดูผ้าไหมที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศจีนที่มีอายุนับพันปี แต่สีสันยังสดใส และเส้นทองที่ใช้ถักทอกับผ้าไหมดังกล่าวนั้น เส้นทองเล็กมากไกด์อธิบายว่าเล็กกว่าเส้นทองที่ประเทศญี่ปุ่นใช้เครื่องจักรทำเส้นทองเสียอีก เมื่อเข้าไปอยู่ชั้นใต้ดิน ผ้าไหมที่ว่าอยู่ในตู้ มีผ้าดำคลุมไว้ พอเราจะดูเขาเปิดไฟ เปิดผ้า จึงเห็นและห้ามถ่ายรูปด้วย เราได้เห็นอีกครั้งที่ด้านนอก(อยู่ในพิพิธภัณฑ์)ตอนแรกผมก็นึกว่าในพิพิธภัณฑ์ก็มีผ้าไหมที่เราได้เห็นที่ชั้นใต้ดินและแม้สีสันจะจืดไปบ้างแต่ก็ยังดูได้และเหมือนกัน ตอนแรกนึกว่าเขาทำจำลองขึ้นมา แต่พอดูละเอียดจึงรู้ว่าเขาใช้ภาพถ่ายแล้วตัดภาพเสื้อผ้าไหมเท่าขนาดของจริงมาวางไว้ ประสบการณ์อัยการไทยบนเส้นทางสายไหม(๔) @ดูงานทัณฑ์สถานหญิง เขาจัดให้เราไปดูงานที่ทัณฑสถานหญิงที่ซีอาน วันที่เราจะได้เข้าไปดูเป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของผู้ต้องขัง แต่การที่พวกเราจะเข้าไปดูนั้นทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาทำงานโชว์พวกเรา เราก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกับที่ทำให้ผู้ต้องขังไม่ได้พักผ่อนตามที่เขาต้องการ เราเห็นความสะอาดสะอ้านของห้องน้ำ ห้องนอน ห้องเรียนรู้ ห้องโชว์ผลงานของผู้ต้องขัง (พวกเราแอบนินทาว่าสะอาดกว่าห้องน้ำของเจ้าหน้าที่) แถมยังมีการแสดงจากผู้ต้องขังหน้าตาน่ารัก พวกเราเดากันว่าน่าจะเป็นผู้ต้องขังจากโทษฐานค้ามนุษย์หรือเครือข่ายของยาเสพติด เราได้ข้อมูลว่าคดีสูงอันดับ ๑ คือ ฆ่า รองลงมาก็คือยาเสพติดกับค้ามนุษย์ ที่ทัณฑสถานแห่งนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ต้องขังนำบุตรเข้ามาด้วย ถ้าผู้ต้องขังท้องใกล้คลอดจะถูกพาออกไปอยู่ข้างนอกก่อน คลอดเสร็จแล้วจึงเข้ามารับโทษต่อเด็กก็จะถูกส่งไปอยู่กับญาติหรือสถานสงเคราะห์เด็กของรัฐบาล @@การต้อนรับ การต้อนรับอัยการสูงสุดของไทย รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนและอัยการจีนให้การต้อนรับอย่างดีเป็นแขก วี.ไอ.พี. ของประเทศ การเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆจะมีธงชาติไทยประดับที่รถคันที่ท่านอัยการสูงสุดนั่ง ถ้ามีอัยการระดับสูงของจีนมาต้อนรับก็จะมีธงชาติจีนประดับที่รถอีกข้างหนึ่งด้วย ยังมีเจ้าหน้าที่อารักขาจากกรุงปักกิ่งมาอารักขาท่านอัยการสูงสุดตลอดเส้นทาง มีล่ามที่พูดภาษาไทยชัดมาก มากขนาดคนจีนในเมืองไทยต้องอาย อายุแค่ ๒๔ ปีเท่านั้น วันแรกที่เราไปถึงที่เซี่ยงไฮ้มีผู้อำนวยการฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ของเซี่ยงไฮ้มารับที่สนามบิน พาไปทานอาหารเช้า แล้วเดินทางไปยังเมืองซีอานซึ่งอยู่ในมณฑลฉานซี กลางคืนมีงานเลี้ยงรับรองโดยรองประธานสภามณฑลชานสีเป็นเจ้าภาพ มีอัยการสูงสุดมณฑลชานสี รองอัยการสูงสุดมณฑลชานสี และอธิบดีอัยการฝ่ายวิเทศสัมพันธม์ณฑลชานสี มาร่วมเป็นเกียรติ ที่เมืองหลานโจวก็มีรองอัยการสูงสุดมณฑลกวางสู รองอธิบดีวิเทศสัมพันธ์มณฑล และคณะ กลางคืนมีงานเลี้ยงรับรอง งานเลี้ยงแต่ละแห่งจะมีอาหารไม่ต่ำกว่า ๑๖ อย่าง และจะต้องดื่มเหล้าขาวอย่างดี หอม แต่ร้อนแรง แต่พวกเราไม่มีใครเมาเลยคงเป็นเพราะอากาศเย็นมาก เหล้าทำให้ร่างกายอบอุ่น จากหลานโจวเราไปที่เจี่ยยู่กวงที่นี่ก็มีรองนายกเทศมนตรีเมืองเจี่ยยู่กวง รองประธานสภาเมืองฯ และยังมีอัยการเมืองเจี่ยยูกวง และคณะอีกหลายท่านทั้งจากเทศบาล สาธารณสุข สื่อมวลชน ตำรวจ มาต้อนรับ จากเจี่ยยู่กวงเราเดินทางไปตุนฮวงซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรแค่แสนกว่าคน แต่การต้อนรับก็ไม่ได้น้อยหน้าเมืองใหญ่ มีอัยการสูงสุดเมืองจิ่วฉวน ประธานสภาเมืองตุนฮวง มีรองประธานสภา และมีอัยการเมืองตุนฮวง ดูเหมือนจะเทียบเท่าอัยการจังหวัดของเรามาร่วมต้อนรับ นอกจากนี้ยังมีอธิบดีฝ่ายธุรการทั่วไปของอัยการ เจ้าหน้าที่อารักขาของสำนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ทั่วไปของอัยการ เมื่อเรากลับจากตุนฮวงมาที่หลานโจว ก็มีงานเลี้ยงรับรองโดย อัยการสูงสุดของหลานโจว เป็นเจ้าภาพ จากนั้นเราเดินทางไปกรุงปักกิ่งคราวนี้งานเลี้ยงแบบสุดยอดเพราะเจ้าภาพคือท่าน เจีย จุน หวาง อัยการสูงสุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเรายังได้รับการเลี้ยงรับรองโดยอธิบดีกรมวิเทศสัมพันธ์ของจีน คือ ดร.เยี่ยเฟ่ง ซึ่งสนิทสนมกับอัยการไทยมานานอีกด้วย @@@ระบบอัยการจีน ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน มีอัยการสูงสุดได้รับการแต่งตั้งจากสภาประชาชน เป็นนักการเมืองและมีความสำคัญเป็นบุคคลอันดับ ๔ ของประเทศ ในแต่ละปี อัยการสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ต้องรายงานผลการปฏิบัติราชการต่อสภาประชาชน ซึ่งงานในหน้าที่มีอำนาจมากมายมหาศาล นอกจากจะมีอำนาจในการฟ้องคดีอาญาแล้ว ยังมีอำนาจในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีกับข้าราชการที่ทุจริตคอรัปชั่นเหมือน ป.ป.ช. บ้านเรา และยังมีอำนาจเข้าไปอุทธรณ์คดีแพ่งที่ไม่ได้เริ่มต้นคดีที่อัยการได้ด้วยเพื่อความเป็นธรรมของประชาชน เพราะระบบของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีศาลเพียง ๒ ศาล คือศาลชั้นต้นกับศาลสูงสุด ถ้าคดีเริ่มต้นที่เมืองเช่นที่เมืองตุนฮวง เมื่อศาลพิพากษาแล้ว ถ้าจะอุทธรณ์ก็ต้องเป็นอัยการระดับสูงกว่า เช่นอัยการสูงสุดจิ่วฉวน ซึ่งดูแลเมืองตุนฮวง(ตุนฮวงเหมือนอำเภอขึ้นกับจังหวัดจิ่วฉวน) ถ้าคดีเริ่มต้นที่จังหวัด อัยการที่จะอุทธรณ์ได้ก็ต้องเป็นอัยการของนครที่ดูแลจังหวัดนั้น ในกรณีนี้คือนครเจี่ยยู่กวง ถ้าฟ้องคดีที่นคร อัยการที่จะอุทธรณ์ได้คืออัยการมณฑลกานซู (จังหวัดจิ่วฉวนขึ้นอยู่กับนครเจี่ยยู่กวง และเจี่ยยู่กวงขึ้นกับมณฑลกานซู) ถ้าอัยการมณฑลฟ้องผู้จะอุทธรณ์ได้ก็คืออัยการกรุงปักกิ่ง เป็นต้น อัยการระดับล่างจะเริ่มต้นจากการสอบเข้ามาทำงาน โดยรับผู้มีความรู้ทางกฎหมายมีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๓ ปี ซึ่งอัยการเมืองไทยสมัยก่อนเราเคยรับเนติบัณฑิตที่มีอายุ ๒๓ ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เข้าทำงานแล้วมาเปลี่ยนเป็นอายุ ๒๕ ปีเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่ผ่านมา ในการทำงานก็จะมีการตรวจสอบการทำงานของอัยการทุกสามปีและมีการสอบด้วย ถ้าผ่านจึงจะสามารถเลื่อนระดับ ถ้าไม่ผ่านต้องเข้ารับการอบรมแล้วมาสอบใหม่ คราวนี้ถ้าผ่านก็มีสิทธิเลื่อนระดับ ถ้าไม่ผ่านก็อาจจะไม่ได้รับราชการอีกต่อไป นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบันทึกที่ผมพยายามรวบรวมมา ยังมีเรื่องที่น่าสนใจในเมืองจีนให้เราได้เก็บเกี่ยวความรู้อีกมากมาย สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะได้มีโอกาสร่วมคณะกับท่านอัยการสูงสุดอีกเมื่อไรเท่านั้น.... % % % % % % % % % % % % % % %
*
|