|
|
Reverse Walking for Your Health
By ........ Or.Nor.Sor.23037 (1-03-2003)
Hello ! everybody. First of all, let us comment on the name of this article. Reverse walking is a little bit absurd to us because nobody can walk without looking on the way we are going to. We have only two eyes under our forehead but no eye on backhead. That's why we need to walk ahead by using our eyes. Even blind people who cannot see by their eyes, they still prefer to use their walking stick to find the way they walk ahead.
To say about exercising, most doctors advise their clients
to walk or jogging ahead continuously for a definite time as suitable to their own physical condition. Jogging ,to compare with walking, will give most benefit to young people and even to healthy senior people if they pay attention and keep strictly with the doctors'guidance. But, in the mean time, joggging might usually cause bad side effects to everybody. Its effects in some cases will cause joggers pain and hardly to walk as usual and in severe cases the clients will be admitted at the hospital for muscular and bone treatments.
@What is the working people's problem ? สำหรับผู้เขียน ประสบปัญหาหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเนื่องจากเคยตกบันไดเมื่อตอนอายุล่วงเข้าวัยเบญจเพศ ผลของการตกบันไดทำให้เส้นเอ็นหลังอักเสบต้องนอนพักฟื้นหลายวันกว่าจะหาย ครั้นอายุขึ้นเลข
4 นำหน้า กลับมามีอาการอักเสบหนัก แพทย์วินิจฉัยอาการแล้วบอกว่า เป็นเพราะผู้เขียนขาดการออกกำลังกาย แถมยังมีพฤติกรรมนั่งโต๊ะทำงานมากเกินไปตลอดระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา จนทำให้
หมอนรอง กระดูกสันหลังเสื่อม จึงแนะนำให้ผู้เขียนทำกายภาพบำบัดจนทุเลา แล้วให้เลือกว่าจะออกกำลังกายตลอดไป หรือไม่ต้องออกกำลังกาย แต่จะต้องเผชิญกับปัญหาปวดหลังตลอดชีวิต
ผู้เขียนตัดสินใจเลือกทางแรก คือ ปรับพฤติกรรมด้วยการออกกำลังกายทุกวัน ซึ่งแพทย์ก็แนะนำให้เดินมากๆ เพราะการวิ่งอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้เขียนซึ่งมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมโทรม
@@How the aged people can exercise ?
หลังจากปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันด้วยการเดินต่อเนื่องกันวันละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง
ผู้เขียนรู้สึกว่าสภาพร่างกายพอจะต่อสู้กับโรคปวดหลังได้ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายมาเป็นการวิ่งเหยาะ
ๆ ซึ่งก็ได้ผลดีมากในระยะแรก ทำให้ร่างกายคล่องแคล่วกว่าเดิมควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี
และผลการตรวจสุขภาพประจำปีว่าระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติดี แต่ครั้นอายุขึ้นเลข
5 นำหน้า ผู้เขียนเริ่มประสบปัญหาเหมือนอย่างเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน
คือ หลังจากออกกำลังกายด้วยการวิ่งแล้วจะมีอาการปวดเข่า ปวดข้อเท้า ทั้ง
ๆ ที่ใช้อุปกรณ์รองเท้าและปฏิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกประการ ทำให้ต้องทุเลาการวิ่งและกลับมาใช้วิธีเดินออกกำลัง
เหมือนเมื่อตอนเริ่มออกกำลังกาย แต่ข้อด้อยของการเดินก็คือ ไม่แรงพอที่กระตุ้นหัวใจกล้ามเนื้อ
เส้นเอ็นและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความคล่องแคล่วลดลง
โดยเฉพาะโรคปวดหลังจะกลับมาแสดงอาการอีก
@@@Is it suitable to reverse walking ?
เมื่อสภาพร่างกายถึงวัยมีปัญหา ผู้เขียนจึงต้องแสวงหาทางเลือกอีก แต่คราวนี้ไมใช่เป็นการเลือกว่าจะออกหรือไม่ออกกำลังกาย
เพราะคนที่ปวดหลังบ่อย ๆ อย่างผู้เขียนจะขาดการออกกำลังกายไม่ได้ จึงต้องพิจารณาเลือกหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุด
แต่โชคดีครับ ในเช้าวันหนึ่งผู้เขียนไปเดินออกกำลังกายเห็นคุณลุงท่านหนึ่งเดินถอยหลังสวนทางมา
และหลังจากนั้นสักพักใหญ่ก็เห็นท่านวิ่งเหยาะ ๆ ดูท่าทางท่านเป็นคนมีสุขภาพดีและในวันต่อ
ๆ มาผู้เขียนก็พบท่านทำเช่นนั้นอีก คือ เดินถอยหลังก่อนแล้วค่อยวิ่งออกกำลังกาย
ผู้เขียนเพียงแต่เก็บไว้เป็นข้อสังเกต ยังมิได้เกิดความคิดว่าจะทำตามคุณลุงท่านนั้น
ในปีต่อมาบังเอิญอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ มีเนื้อความบรรยายถึงการออกกำลังกายแบบคนจีนโบราณ
คือ เดินถอยหลัง และหลังจากนั้นผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีน เยี่ยมชมเมืองใหญ่
ๆ หลายเมืองตอนเช้าตรู่ ผู้เขียนเข้าไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะก็ได้พบความจริง
เห็นคนจีนหลายรายที่นิยมออกกำลังกายด้วยการเดินถอยหลังเหมือนคุณลุงท่านนั้น
และตรงตามบทความดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดที่จะเดินถอยหลังกับเขาบ้าง
และเมื่อได้ทดลองปฏิบัติก็พบความจริงว่าการเดินถอยหลังนี่เองเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุด
@@@@What is the benefit of reverse walking ?
จากการสนทนากับผู้รอบรู้ด้านสุขภาพหลายท่านและศึกษาข้อมูลในบทความที่เกี่ยวข้อง
รวมทั้งจากการสังเกตตัวเองภายหลังจากนำวิธีการเดินถอยหลังเข้ามาผนวกกับการออกกำลังกายตามปกติแล้ว
อาจสรุปประโยชน์ของการเดินถอยหลังได้ดังนี้
1. ข้อเข่าแข็งแรง
คุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางกายภาพบำบัดเคยบอกผู้เขียนว่ากล้ามเนื้อขาของคนเราตั้งแต่สะโพกไปถึงข้อเท้านั้น
มีทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังโดยมีเส้นเอ็นยึดโยงให้แข็งแรง โดยเฉพาะ เส้นเอ็นไขว้
ที่หัวเข่าจะพยุงให้การเคลื่อนไหวของเข่าคล่องแคล่ว แต่การที่คนเราเดินไปข้างหน้าตลอดชีวิตจึงมีการทำงานลักษณะเดียว
เมื่อเราเดินถอยหลังสลับบ้างจะทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นได้รับการออกกำลังอย่างทั่วถึงทุกส่วน
ยังผลให้เกิดความคล่องตัว ในกรณีของตัวผู้เขียนเองเคยมีปัญหา เส้นเอ็นไขว้ที่หัวเข่าด้านซ้ายหย่อนยาน
คุณหมอแนะนำให้ผู้เขียนทำกายภาพจนอาการดีขึ้นแต่ไม่หาย เพราะเส้นเอ็นเมื่อหย่อนแล้วจะไม่กลับมาตึงอีก
ต้องทำกายภาพโดยเอาถุงทรายผูกข้อเท้า แล้วนั่งหรือนอนยกขาสร้างกล้ามเนื้อบริเวณเข่าให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงให้คงที่
ผลของการทำกายภาพหลายเดือนได้ผลดี เดินได้เป็นปกติ ส่วนเวลาวิ่งยังคงเจ็บหัวเข่า
เพราะการทำกายภาพเป็นเพียงการออกกำลังเฉพาะส่วนของอวัยวะ ไม่สามารถทำให้ร่างกายโดยรวมสมบูรณ์พร้อมที่จะออกกำลังกายแรงๆได้
แต่หลังจากผู้เขียนเริ่มเดินถอยหลังเป็นกิจวัตรประจำวันทำให้รู้สึกอาการหัวเข่าหย่อนนั้นหายขาด
สามารถออกกำลังกายเหมือนคนทั่วไป เดินและวิ่งต่อเนื่องเป็นระยะทางไกลถึง
10 กิโลเมตรได้โดยไม่ปวดเข่า
2. ยุติอาการปวดหลังปวดคอ
การเดินถอยหลังนอกจากจะต้องบังคับกล้ามเนื้อด้านหลัง ช่วงขา ยังได้บริหารคอและหลังเพราะในขณะที่เราบังคับให้ร่างกายขับเคลื่อนไปข้างหลังจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังพร้อม
ๆ กับการขยับแขน เอว ไหล่เป็นจังหวะ (รายละเอียดวิธีการจะกล่าวต่อไป) และต้องเหลียวหน้ากราดสายตามไปด้านหลังเพื่อดูถนนที่เราเดินด้วยว่ามีหลุมบ่อ
ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวางหรือไม่ ทำให้อวัยวะทุกส่วนได้ออกกำลังตลอดแผ่นหลังถึงคอ
อาการปวดหลัง ปวดคอจึงทุเลาและหายไปในที่สุด
3. บริหารกล้ามเนื้อตา
ปกติเวลาเราเดินไปข้างหน้าตามธรรมชาติจะใช้ตามองดูเส้นทาง โดยไม่รู้ตัว มีลักษณะเป็นการมองตรง
ๆ หรือชำเลืองเล็กๆ น้อยๆ แต่ขณะเดินถอยหลังเราจะต้องกราดสายตาไปทางหลังเป็นวงจนสุดซ้ายและสุดขวาตามจังหวะเพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวางในเส้นทาง
ทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้แน่ชัด และต้องทำต่อเนื่องเป็นจังหวะในช่วงเวลาของการเดินถอยหลัง
จึงเป็นการบริหารตาไปในตัว เมื่อกล้ามเนื้อตาแข็งแรงย่อมทำให้คนเราสามารถใช้สายตาได้
อย่างสบาย
4. สุขภาพร่างกายทั่วไปดี
ผลของการเดินถอยหลังเมื่อทำให้เข่าและขาแข็งแรง สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะ
ๆ ได้เป็นกิจวัตรประจำวัน ทำให้เรามีร่างกายแข็งแรง มีทรวดทรงสมสัดส่วน เดินเหินคล่องแคล่วเสมือนนักกีฬา
อวัยวะส่วนในต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในแต่ละปีผู้เขียนจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งครั้ง(ถ้าไม่ติดภาระกิจจนลืม)
ผลการตรวจวัดความดัน หัวใจ น้ำตาล และไขมันในเลือด ฯลฯ ปรากฏว่าทุกรายการเป็นปกติ
จึงไม่ต้องรับประทานยาลดน้ำหนักหรือควบคุมสภาวะร่างกายโดยการลดอาหารให้เป็นการทรมานจิตใจ
การเดินถอยหลังถ้าทำเป็นกิจวัตรจะมีความชำนาญสามารถเดินถอยเร็ว ๆ เป็นจังหวะและอาจถือเป็นการออกกำลังกาย
เข้าลักษณะที่ในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า แอโรบิค ซึ่งจะมีผลให้หัวใจเต้นเร็วถึงระดับเป้าหมายได้ภายในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม
เสมือนเป็นการวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าโดยไม่เกิดผลกระทบข้างเคียง คือ ปวดเข่า
ปวดข้อเท้า ฯลฯ อย่างการวิ่งไปข้างหน้า ดังนั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า
ข้อเท้า หรือคนที่สูงอายุซึ่งไม่สามารถวิ่งได้ ก็ยังออกกำลังทดแทนการวิ่งได้ด้วยการเดินถอยหลัง
ซึ่งถ้าปฏิบัติต่อเนื่องจนร่างกายกลับคืนเข้าสู่สภาวะพร้อมตามธรรมชาติแล้ว
ก็อาจกลับมาวิ่งเหยาะๆได้อีก แม้จะเป็นระยะทางไกลๆ ระดับ"มืนืมาราธอน"
หรือไกลกว่านั้น
5. สุขภาพจิตดี
เคยมีคำกล่าวเป็นแง่คิดว่า โลกหมุนไปข้างหน้า ไปสู่ดวงตะวัน คนเราจึงชราภาพลงทุกวัน
การเดินไปข้างหน้าเป็นการมุ่งหน้าสู่ความชราหรือมรณภาพ การเดินถอยหลังจึงน่าจะเป็นการชะลอแรงผลักดันของโลก
และทำให้เราแก่ช้าลง เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ไม่อาจพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์
แต่ที่แน่ชัด การเดินถอยหลังจะทำให้เราแข็งแรง สุขภาพดี ย่อมแก่ช้า เมื่อสุขภาพร่างกายดีดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ย่อมส่งผลให้สบายอกสบายใจ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับสภาพการทำงาน เศรษฐกิจ
หรือผู้คนรอบตัวเรา ในขณะที่การออกกำลังกายปกติส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในทางอ้อม
การเดินถอยหลังจะให้ผลดีต่อสุขภาพจิตในลักษณะเป็น ผลทางตรง เพราะขณะที่เราควบคุมอวัยวะร่างกายและสายตาเพื่อขับเคลื่อนร่างกายสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก
พร้อมๆกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จะต้องใช้สมาธิอย่างแน่วแน่และสม่ำเสมอเพื่อไม่ได้พลาดพลั้งสะดุดสิ่งกีดขวางล้มลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเร่งความถี่ของการเดินถอยหลัง เราจะต้องควบคุมพละกำลังทั้งกายและจิตใจควบคู่กัน
เสมือนการใช้ พลังลมปราณ ของเหล่าจอมยุทธ์จีนในภาพยนตร์กำลังภายใน ผลก็คือการเดินถอยหลังทำให้หัวใจเต้นเร็วเป็นจังหวะเสมือนการวิ่ง
โดยไม่เกิดผลกระทบทางกายภาพอย่างการวิ่ง และยังบริหารจิตสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ด้วย
ทำให้ผู้เดินถอยหลังมีสุขภาพกายและใจดีจึงดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่องงานและสังคมส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข
@@@@@How to walk reversed ?
ในเบื้องต้นจะต้องเข้าใจว่า การเดินถอยหลังเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง
คล้ายกับการเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ ฉะนั้น ผู้ที่จะเดินถอยหลังจึงต้องใช้อุปกรณ์การเดิน
คือ เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่ง จากนั้นท่านควรฝึกเดินถอยหลังจากท่าธรรมชาติช้า
ๆ ไปจนชำนาญสามารถเดินเป็นจังหวะอย่างรวดเร็ว (เร็วเกือบเท่าการวิ่งเหยาะ
ๆ) ซึ่งถ้าฝึกฝนทุกวันประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะคุ้นเคยได้ และ ณ วันนั้นท่านจะมีความรู้สึกติดใจและสบายกับการที่จะต้องเดินถอยหลังทุกวันเป็นระยะทางมากหรือน้อยแล้วแต่โอกาส
สำหรับผู้เขียนจะกำหนดระยะทางไว้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร
จากประสบการณ์ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. ก่อนเดิน ควรออกกำลังตามปกติ เช่น กายบริหาร หรือเดินเพื่อเป็นการอุ่นร่างกายประมาณ
15 นาที แล้วเดินถอยหลังให้ได้ 1,000 เมตรหรือหนึ่งกิโลเมตร หลังจากนั้น
อาจเดินเร็วๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าตามปกติ หรือว่ายน้ำ ฯลฯ รวมเวลาที่ออกกำลังกายทั้งสิ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงน่าจะเหมาะสมเพียงพอ
2. ท่าทางการเดิน คล้ายกับการเดินซอยเท้าแกว่งแขนของทหารตามจังหวะ ต่างกันตรงที่
เราเริ่มเดินซอยเท้าแกว่งแขนอยู่กับที่ก่อน ลองเดินซอยเท้าอยู่ในลักษณะนี้จนรู้สึกคล่องตัวแล้ว
จึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า แรก ๆ จะรู้สึกแข็งแกร็งแบบทหารเดิน แต่เมื่อเดินบ่อยๆ
จนเคยชิน จะรู้สึกผ่อนคลาย ลีลาการเดินและแกว่งแขนจะเป็นแบบสบาย ๆ จากนั้นค่อย
ๆ เพิ่มความเร็วตามความเหมาะสมแก่สภาพร่างกายของท่าน
3. การควบคุมศรีษะ เนื่องจากศรีษะของคนเราเป็นอวัยวะส่วนที่หนักที่สุดของร่างกาย
เวลาเราก้มหัวไปข้างหน้าจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงให้เราล้มลงไป กรณีเดินไปข้างหน้าตามปกติไม่มีปัญหาเพราะเราจะบังคับศรีษะตั้งตรงตามธรรมชาติหรือเชิดหน้าเล็กน้อยเวลาเดินเร็วหรือวิ่งเพื่อให้ทรงตัวได้ดี
ส่วนในทางกลับกันกรณีการเดินถอยหลังถ้าตั้งศรีษะตรงหรือแหงนหน้า ขณะเดินถอยจะถ่ายน้ำหนักตัวลงไปด้านหลังทำให้ทรงตัวลำบาก
และถ้าสะดุดก้อนหินหรือเปลี่ยนระดับพื้นถนนที่เดินจะเสียศูนย์และหงายหลังล้มทันที
ดังนั้น ต้องถือเป็นกติกาสำคัญเวลาเดินถอยหลัง ต้องก้มหน้าให้คางชิดหน้าอกเพื่อถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหน้า
เมื่อเราเร่งความเร็วในการเดินถอยไปทางหลังจะทำให้การทรงตัวสมดุลพอดี จึงขอฝากไว้ว่าเวลาเดินถอยหลังท่านต้องมีสมาธิแบบ"
พระเดินบิณฑบาตร " ห้ามแหงนมองชมนกชมไม้เป็นอันขาด
4. การควบคุมลมหายใจ เป็นผลพลอยได้อย่างดีที่ท่านจะถือโอกาศกำหนดลมหายใจ
สูดลมหายใจลึกๆค้างไว้ แล้วค่อยๆผ่อนปล่อยลมหายใจออก เป็นจังหวะสัมพันธุ์กับการควบคุมศรีษะและการใช้สายตาที่จะนำเสนอต่อไปในข้อ 5 ท่านที่เคยว่ายน้ำจะมีความรู้สึกคล้ายๆกับการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ที่เหลียวเอี้ยวหน้าขึ้นหายใจ
ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง
5. การใช้สายตา เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ท่านต้องระมัดระวังตรวจดูว่าสภาพถนนเป็นอย่างไรตลอดเวลาที่เดินถอยหลังว่ามีหินหรือกิ่งไม้ขวางทางหรือไม่
และมีสิ่งใดเคลื่อนที่เข้ามาหาท่านหรือไม่ ดังนั้น การเดินถอยตามจังหวะที่กล่าวในข้อ 2 ข้างต้น ท่านจะต้องก้มหน้าเอี้ยวคอไปด้านซ้ายสลับการก้มหน้ามองตรง แล้วก้มหน้าเหลียวมาทางขวาตามจังหวะการเดินถอยพร้อมกับกราดสายตาให้สุดซ้ายหรือขวาตามจังหวะเพื่อให้มองเห็นถนนที่ท่านกำลังเดิน
และเนื่องจากท่าน ต้องก้มหน้าเก็บคางชิดหน้าอกเวลาเหลียวหน้า จึงเหลียวได้เพียงปลายคางไปติดไหล่ แต่ก็สามารถกราดสายตาต่อไปพอเห็นทางด้านหลังได้ ทั้งนี้ :-
5.1 เริ่มต้นด้วยการก้มหน้ามองตรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับการเดินถอย 4 จังหวะแรก
5.2 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวหน้ากราดสายตาไปทางซ้าย เริ่มผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับถอยนำด้วยเท้าซ้าย เดินถอยอีก 2 จังหวะ
5.3 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวกลับมองตรง(ยังคงผ่อนลมหายใจออก)พร้อมกับการเดินถอยอีก 2 จังหวะ
5.4 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวหน้ากราดสายตาสลับไปทางด้านขวาพร้อมกับถอยนำด้วยเท้าขวา เดินถอยอีก 2 จังหวะ ผ่อนลมหายใจออกจนสุด
5.5 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวกลับมองตรงครบหนึ่งรอบพอดี จากนั้นเริ่มต้นรอบที่สอง โดยเริ่มสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับการเดินตามข้อ 5.1 ต่อไป ให้ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย
ๆ จนครบระยะเวลาหรือระยะทางที่ต้องการ
It should be noted, you have to take easy about your breath out and in consecutively according to the step mentioned in 5.2-5.4 and also take easy to walk reversed. Step by step, again and again, you will feel free to walk reversed following to the steps mentioned in 5.1 5.5 automatically.
Lastly, may I invite and recommend to everybody to take care of your health and begin to exercise according to the styles as recommended by the physicians which might be suitable to your physical conditions and will be good to your feeling, and ...................................................
Attention !! Don't forget to exercise by reverse your walking !
% % % % % % % % % % % % % % %
> > >C O M M E N T S< < <
ความคิดเห็น : **เด็กเดินถอยหลัง**
ชื่อผู้ถาม: เจี๊ยบ ;วันที่ถาม :24/3/2548 15:48:55 น.
หัวข้อคำถาม : 15986 เดินถอยหลัง
รายละเอียดคำถาม : ลูกชายอายุ 1 ปี 2 เดือน น้ำหนัก 1.2 กก. สูง 76 ซ.ม. เดินกึ่งวิ่งได้แล้ว
ช่วงนี้มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปคือชอบลากของเล่นและเดินถอยหลัง
คือตาจะดูของเล่นส่วนขาก็จะถอยไปเรื่อยๆไม่ทราบว่าผิดปกติไหมคะ ส่วนพัฒนาการด้านอื่นๆ นั้น
การพูดก็พูดเป็นคำๆได้หลายคำ พยักหน้าหรือส่ายหน้าได้ ชี้อวัยวะร่างกายได้ 3 อย่าง
และอยากทราบว่าเด็กวัยนี้ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไรบ้างคะ
คำตอบ : คุณเจี๊ยบคะ ลูกชายอายุ 1 ปี 2 เดือน น้ำหนัก 1.2 กก. สูง 76 ซ.ม. คิดว่าบอกน้ำหนักผิด จริง ๆ
ควรจะเป็น 12 กก.ใช่ไหมคะ เด็กมีส่วนสูงเข้ากับเด็ก 1 ปี แต่น้ำหนักเกินไปบ้าง(ประมาณ กิโลเศษ ๆ)ค่ะ
พัฒนาการที่เล่ามาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเดินหน้าบ้างถอยหลังบ้างก็เป็นปกติ
โดยแพทย์ : 002
แพทย์ Consult :วันที่ตอบ : 25/3/2548 12:15:49 น.
โดย : เวปศิริราช [ 2005-12-12 23:02:40 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : กดจุดเพื่อสุขภาพ
@"การกดจุด" เป็น
วิธีบำบัดอาการป่วยไข้ของคนจีนโบราณตั้งแต่สมัยเริ่มพุทธศักราชคาบเกี่ยวในราชวงศ์ฮั่น(Han Dynasty : 206
B.C.220 A.D.) ซึ่งเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของศิลปวิทยาการ ต่อจากราชวงศ์ชิน (Qin Dynasty : 221-206
B.C.) ซึ่งริเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ปัจจุบันยังคงนิยม
โดยใช้นิ้วมือนวดกดตามจุดต่างๆของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับอาการที่ต้องการบำบัด
ผสมผสานกับการฝังเข็มปักไปตามจุดต่างๆ หรือใช้เข็มหินเคาะจุดที่มีอาการเพื่อลดความเจ็บปวด
(อ่านเพิ่มเติมได้ในhttp://www.one-asset.comซึ่งระบุว่าเริ่มมีการพิมพ์หนังสือเรื่องการกดจุด ในปี
พ.ศ. ๒๔๓ ) รวมทั้งการเดินถอยหลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง (อ่านเพิ่มเติม เดินถอยหลังเพื่อสุขภาพ ใน http://www.comepee.com/article.html)
@@ข้อควรปฏิบัติในการกดจุด
๑) ทำความเข้าใจว่าทุกคนทำได้ มิใช่ทำได้เฉพาะหมอนวด
๒) นวดกดจุดโดยนั่งหรือนอน แบบสบายๆ
๓) ถ้ามือเย็น ควรถูมือให้อุ่น อาจใช้ครีมหรือแป้งฝุ่นทามือก่อน
๔) กดจุดใช้นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้กดจุด
๕) ถ้าจุดกดอยู่บริเวณด้านข้างร่างกาย ควรกดนวดทั้งสองข้าง
๖) ควรหยุดพักบ้างถ้ามีเหงื่อออกมาก
@@@หมายเหตุ ! การนวดกดจุดนี้ยังมีผลดีต่อการกระชับสัมพันธ์ภาพในตรอบครัว
จึงมีข้อเสนอแนะให้สามีหรือภรรยาทำให้กันและกันทุกวัน หรือบุตรหลานควรทำให้ญาติผู้ใหญ่
โดย : :-) [ 2006-01-23 02:57:09 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : เพิ่มเติมแหล่งข้อมูล http://members.tripod.com/rnpong/spot.htm
โดย : :-) [ 2006-01-23 03:20:52 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับ informations ที่มาลงในเวบนี้ เพราะกำลังประสพปัญหาการนอนไม่หลับและปวดศรีษะอยู่
รับทานยาเพื่อแก้ปัญหาและกำลังหาวิธีการทางธรรมชาติ เผอิญอ่านพบในเวบนี้
ดีใจมากที่ได้พบในสิ่งที่ต้องการอยู่ทีเดียว ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ นับว่าเป็นวิทยาทานที่มีประโยชน์มาก
โดย : สาวกำลังแก่จาก US [ 2006-01-24 03:36:29 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : **วิธีแก้ปวดหลัง : เดินถอยหลัง**
- - อ่านจากหนังสือ "กดจุดเพื่อสุขภาพ" ของบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม วรรณ
(www.one-asset.com)หน้า ๘๘ แนะนำว่า นอกจากวิธีกดจุด ควร"เดินถอยหลัง" ก้าวถอยยาวๆ
เยียดเท้าและขาให้สุด หน้าตรง ตามองตรงยืดอก ปล่อยแขนลงข้างลำตัว สบายๆ
กล้ามเนื้อจะยืดและหดตัวตามจังหวะถอยหลัง จึงคลายกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้ยาทาหรือกิน
เพราะการไหลเวียนของโลหิตตามลำตัว หลัง เอว ขา เป็นไปอย่างคล่องตัว เหมือนออกฤทธ์ยาเหมือนกัน
โดย : -๑- [ 2006-01-24 11:28:15 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : เห็นด้วยกับการเดินถอยหลังแก้ปวดหลัง ผมเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน แต่ฝากระวังท่าเดินหน้ามองตรง
ผมเคยสะดุดก้อนหินหงายหลังหกล้มต้องเข้าเฝือกมาแล้วตรับ
สาเหตุเพราะเสียหลักในขณะที่น้ำหนักศรีษะถ่วงลงไปด้านหลังพร้อมๆการเดินถอย
ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ก้มหน้าขณะเดินถอย ซึ่งได้ผลดีคุมการทรงตัวได้ดี ทำให้เดินเร็วได้ด้วย
แต่ต้องเหลียวมองทางข้างหลังสลับกันซ้าย-ขวา จะปลอดภัย
โดย : เสก [ 2006-01-24 23:02:59 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ใครที่คิดว่าตัวเองยังแข็งแรง เป็นหนุ่มเป็นสาว ถ้าชอบออกกำลังกาย
ลองนำ"อานาปาณสติ"มาประยุกต์กับการออกกำลังกาย น่าจะดียิ่งกว่านั่งๆนอนๆสมาธิแบบผู้สูงวัยนะ
พูดง่ายๆคือ ออกกำลังกายแบบใช้สมาธิกำหนดรับรู้ลมหายใจในขณะออกแรง เรียกได้ว่าเป็นการผสมระหว่าง พลังกาย
+ พลังจิต เกิดเป็น -> -> -> "พลังลมปราณ" แข็งแรงแบบพระเอกนางเอกภาพยนต์จีน???
ถ้าท่านไม่ทราบว่าการออกกำลังกายประเภทใดจะเข้าได้ดีกับ "อานาปาณสติ" ลองอ่านบทความเรื่อง
"เดินถอยหลังเพื่อสุขภาพ" ใน >>http://www.comepee.com
โดย : อนศ.๒๓๐๓๗ [ 2006-03-11 14:15:05 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ยังแข็งแรงพอสมควร ออกกำลังกายเสมอและเป็นสาวน้อย คิดอยากจะเริ่มการออกกำลังกายแบบอานาปาณสติ
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ช่วยกรุณาแนะนำวิธีการเริ่มต้นของการทำสมาธิด้วยค่ะจะเป็นพระคุณยิ่ง
โดย : น้องใหม่ [ 2006-03-27 22:11:04 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ได้อ่านกระทู้ที่ #00109 กับ #00127 แล้ว ลองมาอ่านบทความข้างบน ฝากถามท่านผู้เขียนบทความว่า ที่ว่า
.........เดินถอยหลังโดยมีสมาธิแบบพระเดินบิณฑบาตร .........นั้น
ใช่เรื่องเดียวกับการทำสมาธิแบบอานาปาณสติหรือไม่
โดย : ขาจร [ 2006-03-28 02:05:54 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ไม่ว่าสาวน้อย- ใหญ่ ...... สาวหนัก-สาวเบา สามารถออกกำลังกายแบบอานาปาณสติได้
เต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
๑.ยืนกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ สูดเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ ทำต่อเนื่องกัน ๕๕ นาฑี
จะสามารถแกว่งแขวนแบบจีนด้วยได้ ยิ่งดี (วิธีนี้ใช้ได้กับทุกคน รวมทั้งคนป่วย จะทำให้หายเร็ว)หรือ
๒.เดินถอยหลัง ตามที่เสนอแนะข้างบน ซึ่งต้องกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก เป็นจังหวะอยู่แล้ว
ต่อเนื่องไม่หยุดโดยเร่งความเร็วตามถนัด รวมระยะทางอย่างน้อย ๑ กิโลเมตร วิธีนี้ควรนำวิธีที่ ๑.
มาผนวกตอนเริ่มต้นและลงท้าย เพื่อรวมเวลาให้ได้ ๕๕ นาฑี ถ้าใครร่างกายพร้อมที่จะวิ่ง
ก็ควรวิ่งช้าหรือเร็ว( แล้วแต่สามารถ )ต่อเนื่องจากการเดินถอยหลัง
โดย : spk. [ 2006-03-29 01:48:04 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : ดิฉันเป็นสาวน้อยและสาวหนักอยากทราบว่าเลข ๕๕ นั้นสำคัญไฉนในการออกกำลังกายอานาปาณสติ
โดย : สาว น.& น. [ 2006-03-30 07:35:40 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : * * * เดินถอยหลังอานาปาณสติ vs. Aerobics * * *
@กำหนดเวลา 55 นาฑี คือ เวลาโดยประมาณสำรับคนทั่วๆไป ที่จะออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่หยุดพัก
(aerobics) เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ (oxygen) เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง และให้อวัยวะสำคัญ คือ
ปอดและหัวใจออกแรงจนถึงจุดสูงสุดได้เท่าที่จะไม่ก่อสภาวะแทรกซ้อนหรืออันตราย
@@แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย
กล่าวว่าปอดและหัวใจควรมีช่วงเวลาได้ทำหน้าที่อย่างแรงบ้างในแต่ละวัน
ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานแบบแผ่วๆตลอดวันตลอดปี คนเราจึงต้องออกกำลังกายแบบ aerobics
ดังกล่าวข้างต้นเพื่อกระตุ้นปอดและหัวใจให้ทำงาน อย่างแรงๆบ้าง และทำต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม
ซึ่งผลการวิจัยยืนยันว่า ปอดและหัวใจของคนปกติ สามารถทำงานแรงๆ
(เท่าที่ร่างกายของคนนั้นสามารถทำได้โดยไม่ฝืน) เป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้ถึง ๑ ชั่วโมงโดยไม่เกิดอันตราย
และผลวิจัยแจ้งด้วยว่า ปอดและหัวใจจะต้องทำงานแรงๆต่อเนื่องอย่างน้อย 20 นาฑี
ร่างกายจึงจะขับ"สารสบายอารมณ์ " หรือ "สารเพิ่มพลัง"(adrenaline) ออกมา
ทำให้คนรู้สึกสดชื่นและมีกำลังวังชามากกว่าปกติ
ซึ่งน่าจะตรงกับธรรมชาติคนเราที่ชอบออกกำลังกายจนเหงื่อโทรมกายและรู้สึกสบายสดชื่นหลังจากได้เหนื่อยหอบบ
้าง ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงอย่างน้อย เพราะถ้าน้อยกว่านั้นจะไม่รู้สึกว่าได้อะไร !
@@@ที่ผู้เขียนเสนอให้ออกกำลังกายแบบอานาปาณสติเป็นเวลาประมาณ 55 นาฑี
จึงมีที่มาจากแนวทางการออกกำลังแบบ aerobics ดังกล่าวข้างต้น
โดยคำณวนให้เหมาะกับคนซึ่งชอบทั้งการทำสมาธิและการออกกำลังกาย
และเมื่อนำหลักการทำสมาธิกำหนดจิตสงบมาผนวกกับ Aerobics แล้ว ทำให้เกิดผลดีเป็นทวีคูณ
@@@@ขอเสนอขั้นตอนการออกกำลังแบบอานาปาณสติดังต่อไปนี้ :-
๑.อุ่นเครื่อง 15 นาฑี ตามแบบที่แต่ละคนถนัด เช่น แกว่งแขน หรือกายบริหาร
หรือออกเดินช้าๆแล้วค่อยๆเร่งความเร็ว หรือรำจีนแบบไทเก๊ก ........ ฯลฯ
๒.ออกกำลังแบบ Aerobics อีก 30 นาฑี ด้วยวิธีที่ชอบ เช่น ว่ายน้ำ ,เดินเร็วแบบครึ่งวิ่งครึ่งเดิน ,
Jooging , เดินถอยหลัง ...... ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ง่ายและได้ผลในการทำสมาธิจริงๆ เสนอให้เลือกระหว่าง
ว่ายน้ำ กับ เดินถอยหลัง ซึ่งวิธีหลังจะสะดวกทุกเวลาและสถานที่
๓.ผ่อนคลายต่อไปอีก 10 นาฑี ด้วยการเดินเร็วๆแบบค่อยๆลดความเร็ว จนหยุดแล้วเปลี่ยนชุดทันที
(อย่าปล่อยอารมณ์อยู่ในชุดเหงื่อโทรมกาย เพราะจะป่วยในเวลาต่อมา)
@@@@รวมแล้ว เป็นเวลา 55 นาฑี พอดี !
โดย : spk. [ 2006-04-01 23:59:17 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : By Seagull(from site >>> http://www.ago.go.th/kampee/board/viewtopic.php?t=29)
-อ่านแล้วรู้สึกเป็นบทความที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เคยเห็นมีคนออกกำลังเช่นนี้เหมือนกันก็ดูแปลกดี แต่ไม่ได้ไต่ถามเขาว่าได้ประโยชน์ะอย่างไรกับการเดินถอยหลัง
-จนกระทั่งมาได้อ่านบทความของคุณอ.น.ศได้เขียนอย่างละเอียด ทำให้เกิดความสนใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและคิดว่าจะเริ่มออกกำลังกายโดยการเดินถอยหลัง เพราะมีหัวเข่าป่วยอยู่ข้างหนึ่งรู้สึกปวดเวลาเดินหรืองอเข่าได้ทำ MRI ปรากฏว่ากระดูกอ่อนส่วนหนึ่งระหว่างเข่าฉีกขาดต้องรักโดยการผ่าตัดเล็กน้อยแต่ไม่เป็นcaseที่ต้องเร่งด่วน เลยชลอดูว่าเพื่อมีวิธีอื่นช่วยเพื่อหลีกเหลี่ยงการผ่าตัด(กลัวจ้ะ)
-เหมือนพระเจ้าเข้าใจเราดีถึงได้ดลใจให้มาพบบทความอันนี้ และตั้งใจว่าจะเริ่มปฏิบัติ ได้ผลอย่างไรจะเรียนให้ทราบ ขอขอบพระคุณค่ะ
โดย : c&p (221.128.89.*) [21 Apr 2006 23:49] #8 (2/7)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ความคิดเห็น : (from site >>> http://www.thairath.co.th)
***แนะเปลี่ยนมาวิ่งถอยหลังออกกำลัง ให้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง***
@แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพลศึกษา ออกความเห็นให้ผู้ที่ออกกำลังด้วยการวิ่ง เปลี่ยนมาเป็นวิ่งถอยหลังบ้าง เพราะก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง จะมีข้อเสียตรงที่มองไม่ เห็นทางข้างหลังเท่านั้น
@@ยอดนักวิ่งถอยหลังแห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของสถิติโลกวิ่งถอยหลัง ระยะ 200 เมตร ในเวลา 32.78 วินาที ในหนังสือสถิติโลกกินเนสส์ บุ๊ก นายทิโมธี บาดีนา ชี้ให้เห็นประโยชน์ว่า มันช่วยให้หลักและประสาทการได้ยินดีขึ้น และมองเห็นรอบๆมากขึ้น ข้อเสียก็จะมีตรงที่มองไม่เห็น เพราะเราไม่มีตาข้างหลัง แต่ประสาทความรู้สึกก็จะไวขึ้น ควรจะวิ่งในที่คุ้นๆ เช่น ตามลู่วิ่ง หรือในสนามว่างๆเท่านั้น
@@@การออกกำลังโดยการเดินและวิ่งถอยหลัง ได้เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกา มานาน 30-40 ปีแล้ว เริ่มจากพวกนักวิ่งได้ลองฝึกทำตอนพักฟื้นจากการบาดเจ็บ ต่อมาหมอก็ได้แนะนำกับคนไข้ใช้ทำเป็นกายภาพบำบัด และเป็นท่าฝึกซ้อมของพวกนักกีฬาเบสบอลและนักกีฬาวิ่ง
@@@@ศาสตราจารย์กิตติคุณบาร์รี ที.เบทส์ วิชาชีว เมคานิก มหาวิทยาลัยโอเรกอน แห่งสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวยกย่องว่า มันช่วยบำรุงหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อและข้อให้แข็งแรง ยิ่งกับสะโพก ขาและลำตัวแล้วมันยิ่งดีหนัก เมื่อเราวิ่งถอยหลัง เท่ากับเราเอาท้องกลับไปอยู่ข้างหลัง ก่อให้ปฏิกิริยาดีของท้องไส้ ลองกลับกันดูสักพัก จะทำให้รู้สึกดีขึ้นเป็นอันมาก
โดย : c&p (221.128.104.*) [31 May 2006 02:12] #19 (3/7)
|
|