Kampree คัมภีร์กฎหมาย >>> free Law for You
คัมภีร์กฎหมาย เวทีถาม - ตอบ แลกเปลี่ยนสาระน่ารู้
Welcome to COMEPEE Law Forum !!!
ถาม-ตอบ | บทความ | Home | webmaster | Articles | WEBBOARD
     

เดินถอยหลังเพื่อสุขภาพ


โดย ........ อ.น.ศ.๒๓๐๓๗ (๑ มี.ค.๔๖)


             สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน บทความนี้ชื่อออกจะดูแปลก ๆ นะครับ เพราะคนเราจะเดินไปข้างหน้าทุกคน เนื่องจากต้องมองไปข้างหน้าดูทางที่เรากำลังเดิน ไม่มีใครมีตาหลัง แม้แต่คนตาพิการมองทางข้างหน้าไม่เห็น ก็ยังพอใจที่จะเดินไปข้างหน้าโดยใช้ไม้เท้าตรวจสอบเส้นทาง
             สำหรับการเดินออกกำลังกายก็เช่นเดียวกัน แพทย์มักจะแนะนำให้เดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้า โดยเฉพาะผู้ที่ยังอ่อนวัยหรือสูงวัยแต่ยังมีกำลังวังชา การวิ่งจะเป็นกีฬาหรือการออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก แต่ก็มีโทษมหันต์ถ้าไม่รู้ถึงแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง การวิ่งจะมีผลกระทบต่อกล้ามเนื้อขา หัวเข่า ข้อเท้า หมอนรองกระดูกสันหลังและเส้นเอ็นต่าง ๆ ซึ่งอาจได้รับอันตราย ผู้ที่ได้รับผลกระทบน้อยจะมีอาการปวดบวมเดินไม่ค่อยถนัด และบางรายที่มีอาการหนักอาจถึงขั้นกระดูกแตกร้าวต้องเข้าโรงพยาบาล

@คนวัยทำงานมีปัญหาสุขภาพอย่างไร
             สำหรับผู้เขียน ประสบปัญหาหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมเนื่องจากเคยตกบันไดเมื่อตอนอายุล่วงเข้าวัยเบญจเพศ ผลของการตกบันไดทำให้เส้นเอ็นหลังอักเสบต้องนอนพักฟื้นหลายวันกว่าจะหาย ครั้นอายุขึ้นเลข “ 4 ” นำหน้า กลับมามีอาการอักเสบหนัก แพทย์วินิจฉัยอาการแล้วบอกว่า เป็นเพราะผู้เขียนขาดการออกกำลังกาย แถมยังมีพฤติกรรมนั่งโต๊ะทำงานมากเกินไปตลอดระยะเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา จนทำให้ “หมอนรอง” กระดูกสันหลังเสื่อม จึงแนะนำให้ผู้เขียนทำกายภาพบำบัดจนทุเลา แล้วให้เลือกว่าจะออกกำลังกายตลอดไป หรือไม่ต้องออกกำลังกาย แต่จะต้องเผชิญกับปัญหาปวดหลังตลอดชีวิต ผู้เขียนตัดสินใจเลือกทางแรก คือ ปรับพฤติกรรมด้วยการออกกำลังกายทุกวัน ซึ่งแพทย์ก็แนะนำให้เดินมากๆ เพราะการวิ่งอาจไม่เหมาะกับสภาพร่างกายของผู้เขียนซึ่งมีหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมโทรม

@@เมื่อสูงวัยออกกำลังกายอย่างไรดี
             หลังจากปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันด้วยการเดินต่อเนื่องกันวันละไม่ต่ำกว่าครึ่งชั่วโมง ผู้เขียนรู้สึกว่าสภาพร่างกายพอจะต่อสู้กับโรคปวดหลังได้ จึงเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีออกกำลังกายมาเป็นการวิ่งเหยาะ ๆ ซึ่งก็ได้ผลดีมากในระยะแรก ทำให้ร่างกายคล่องแคล่วกว่าเดิมควบคุมน้ำหนักตัวได้ดี และผลการตรวจสุขภาพประจำปีว่าระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติดี แต่ครั้นอายุขึ้นเลข “ 5 ” นำหน้า ผู้เขียนเริ่มประสบปัญหาเหมือนอย่างเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน คือ หลังจากออกกำลังกายด้วยการวิ่งแล้วจะมีอาการปวดเข่า ปวดข้อเท้า ทั้ง ๆ ที่ใช้อุปกรณ์รองเท้าและปฏิบัติตามหลักวิทยาศาสตร์การกีฬาทุกประการ ทำให้ต้องทุเลาการวิ่งและกลับมาใช้วิธีเดินออกกำลัง เหมือนเมื่อตอนเริ่มออกกำลังกาย แต่ข้อด้อยของการเดินก็คือ ไม่แรงพอที่กระตุ้นหัวใจกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ความคล่องแคล่วลดลง โดยเฉพาะโรคปวดหลังจะกลับมาแสดงอาการอีก

@@@เดินถอยหลังจะดีหรือไม่
             เมื่อสภาพร่างกายถึงวัยมีปัญหา ผู้เขียนจึงต้องแสวงหาทางเลือกอีก แต่คราวนี้ไมใช่เป็นการเลือกว่าจะออกหรือไม่ออกกำลังกาย เพราะคนที่ปวดหลังบ่อย ๆ อย่างผู้เขียนจะขาดการออกกำลังกายไม่ได้ จึงต้องพิจารณาเลือกหาวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุด แต่โชคดีครับ ในเช้าวันหนึ่งผู้เขียนไปเดินออกกำลังกายเห็นคุณลุงท่านหนึ่งเดินถอยหลังสวนทางมา และหลังจากนั้นสักพักใหญ่ก็เห็นท่านวิ่งเหยาะ ๆ ดูท่าทางท่านเป็นคนมีสุขภาพดีและในวันต่อ ๆ มาผู้เขียนก็พบท่านทำเช่นนั้นอีก คือ เดินถอยหลังก่อนแล้วค่อยวิ่งออกกำลังกาย ผู้เขียนเพียงแต่เก็บไว้เป็นข้อสังเกต ยังมิได้เกิดความคิดว่าจะทำตามคุณลุงท่านนั้น ในปีต่อมาบังเอิญอ่านบทความในหนังสือพิมพ์ มีเนื้อความบรรยายถึงการออกกำลังกายแบบคนจีนโบราณ คือ “เดินถอยหลัง” และหลังจากนั้นผู้เขียนมีโอกาสเดินทางไปประเทศจีน เยี่ยมชมเมืองใหญ่ ๆ หลายเมืองตอนเช้าตรู่ ผู้เขียนเข้าไปเดินออกกำลังกายในสวนสาธารณะก็ได้พบความจริง เห็นคนจีนหลายรายที่นิยมออกกำลังกายด้วยการเดินถอยหลังเหมือนคุณลุงท่านนั้น และตรงตามบทความดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนเกิดความคิดที่จะเดินถอยหลังกับเขาบ้าง และเมื่อได้ทดลองปฏิบัติก็พบความจริงว่าการเดินถอยหลังนี่เองเป็นวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมและดีที่สุด

@@@@เดินถอยหลังมีประโยชน์อย่างไร
             จากการสนทนากับผู้รอบรู้ด้านสุขภาพหลายท่านและศึกษาข้อมูลในบทความที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจากการสังเกตตัวเองภายหลังจากนำวิธีการเดินถอยหลังเข้ามาผนวกกับการออกกำลังกายตามปกติแล้ว อาจสรุปประโยชน์ของการเดินถอยหลังได้ดังนี้
1. ข้อเข่าแข็งแรง
             คุณหมอผู้เชี่ยวชาญทางกายภาพบำบัดเคยบอกผู้เขียนว่ากล้ามเนื้อขาของคนเราตั้งแต่สะโพกไปถึงข้อเท้านั้น มีทั้งส่วนหน้าและส่วนหลังโดยมีเส้นเอ็นยึดโยงให้แข็งแรง โดยเฉพาะ “เส้นเอ็นไขว้” ที่หัวเข่าจะพยุงให้การเคลื่อนไหวของเข่าคล่องแคล่ว แต่การที่คนเราเดินไปข้างหน้าตลอดชีวิตจึงมีการทำงานลักษณะเดียว เมื่อเราเดินถอยหลังสลับบ้างจะทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นได้รับการออกกำลังอย่างทั่วถึงทุกส่วน ยังผลให้เกิดความคล่องตัว ในกรณีของตัวผู้เขียนเองเคยมีปัญหา เส้นเอ็นไขว้ที่หัวเข่าด้านซ้ายหย่อนยาน คุณหมอแนะนำให้ผู้เขียนทำกายภาพจนอาการดีขึ้นแต่ไม่หาย เพราะเส้นเอ็นเมื่อหย่อนแล้วจะไม่กลับมาตึงอีก ต้องทำกายภาพโดยเอาถุงทรายผูกข้อเท้า แล้วนั่งหรือนอนยกขาสร้างกล้ามเนื้อบริเวณเข่าให้แข็งแรงเพื่อช่วยพยุงให้คงที่ ผลของการทำกายภาพหลายเดือนได้ผลดี เดินได้เป็นปกติ ส่วนเวลาวิ่งยังคงเจ็บหัวเข่า เพราะการทำกายภาพเป็นเพียงการออกกำลังเฉพาะส่วนของอวัยวะ ไม่สามารถทำให้ร่างกายโดยรวมสมบูรณ์พร้อมที่จะออกกำลังกายแรงๆได้ แต่หลังจากผู้เขียนเริ่มเดินถอยหลังเป็นกิจวัตรประจำวันทำให้รู้สึกอาการหัวเข่าหย่อนนั้นหายขาด สามารถออกกำลังกายเหมือนคนทั่วไป เดินและวิ่งต่อเนื่องเป็นระยะทางไกลถึง 10 กิโลเมตรได้โดยไม่ปวดเข่า
2. ยุติอาการปวดหลังปวดคอ
             การเดินถอยหลังนอกจากจะต้องบังคับกล้ามเนื้อด้านหลัง ช่วงขา ยังได้บริหารคอและหลังเพราะในขณะที่เราบังคับให้ร่างกายขับเคลื่อนไปข้างหลังจะต้องเกร็งกล้ามเนื้อที่แผ่นหลังพร้อม ๆ กับการขยับแขน เอว ไหล่เป็นจังหวะ (รายละเอียดวิธีการจะกล่าวต่อไป) และต้องเหลียวหน้ากราดสายตามไปด้านหลังเพื่อดูถนนที่เราเดินด้วยว่ามีหลุมบ่อ ก้อนหิน หรือสิ่งกีดขวางหรือไม่ ทำให้อวัยวะทุกส่วนได้ออกกำลังตลอดแผ่นหลังถึงคอ อาการปวดหลัง ปวดคอจึงทุเลาและหายไปในที่สุด
3. บริหารกล้ามเนื้อตา
             ปกติเวลาเราเดินไปข้างหน้าตามธรรมชาติจะใช้ตามองดูเส้นทาง โดยไม่รู้ตัว มีลักษณะเป็นการมองตรง ๆ หรือชำเลืองเล็กๆ น้อยๆ แต่ขณะเดินถอยหลังเราจะต้องกราดสายตาไปทางหลังเป็นวงจนสุดซ้ายและสุดขวาตามจังหวะเพื่อตรวจสอบสิ่งกีดขวางในเส้นทาง ทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้แน่ชัด และต้องทำต่อเนื่องเป็นจังหวะในช่วงเวลาของการเดินถอยหลัง จึงเป็นการบริหารตาไปในตัว เมื่อกล้ามเนื้อตาแข็งแรงย่อมทำให้คนเราสามารถใช้สายตาได้ อย่างสบาย
4. สุขภาพร่างกายทั่วไปดี
             ผลของการเดินถอยหลังเมื่อทำให้เข่าและขาแข็งแรง สามารถออกกำลังกายด้วยการวิ่งเหยาะ ๆ ได้เป็นกิจวัตรประจำวัน ทำให้เรามีร่างกายแข็งแรง มีทรวดทรงสมสัดส่วน เดินเหินคล่องแคล่วเสมือนนักกีฬา อวัยวะส่วนในต่างๆ เช่น ปอด หัวใจ จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ในแต่ละปีผู้เขียนจะไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งครั้ง(ถ้าไม่ติดภาระกิจจนลืม) ผลการตรวจวัดความดัน หัวใจ น้ำตาล และไขมันในเลือด ฯลฯ ปรากฏว่าทุกรายการเป็นปกติ จึงไม่ต้องรับประทานยาลดน้ำหนักหรือควบคุมสภาวะร่างกายโดยการลดอาหารให้เป็นการทรมานจิตใจ การเดินถอยหลังถ้าทำเป็นกิจวัตรจะมีความชำนาญสามารถเดินถอยเร็ว ๆ เป็นจังหวะและอาจถือเป็นการออกกำลังกาย เข้าลักษณะที่ในวงการวิทยาศาสตร์การกีฬาเรียกว่า “แอโรบิค” ซึ่งจะมีผลให้หัวใจเต้นเร็วถึงระดับเป้าหมายได้ภายในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม เสมือนเป็นการวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าโดยไม่เกิดผลกระทบข้างเคียง คือ ปวดเข่า ปวดข้อเท้า ฯลฯ อย่างการวิ่งไปข้างหน้า ดังนั้น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งต่อผู้ที่มีปัญหาข้อเข่า ข้อเท้า หรือคนที่สูงอายุซึ่งไม่สามารถวิ่งได้ ก็ยังออกกำลังทดแทนการวิ่งได้ด้วยการเดินถอยหลัง ซึ่งถ้าปฏิบัติต่อเนื่องจนร่างกายกลับคืนเข้าสู่สภาวะพร้อมตามธรรมชาติแล้ว ก็อาจกลับมาวิ่งเหยาะๆได้อีก แม้จะเป็นระยะทางไกลๆ ระดับ"มืนืมาราธอน" หรือไกลกว่านั้น
5. สุขภาพจิตดี
             เคยมีคำกล่าวเป็นแง่คิดว่า “โลกหมุนไปข้างหน้า ไปสู่ดวงตะวัน คนเราจึงชราภาพลงทุกวัน” การเดินไปข้างหน้าเป็นการมุ่งหน้าสู่ความชราหรือมรณภาพ การเดินถอยหลังจึงน่าจะเป็นการชะลอแรงผลักดันของโลก และทำให้เราแก่ช้าลง เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ ไม่อาจพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ที่แน่ชัด การเดินถอยหลังจะทำให้เราแข็งแรง สุขภาพดี ย่อมแก่ช้า เมื่อสุขภาพร่างกายดีดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ย่อมส่งผลให้สบายอกสบายใจ ไม่เครียดหรือวิตกกังวลกับสภาพการทำงาน เศรษฐกิจ หรือผู้คนรอบตัวเรา ในขณะที่การออกกำลังกายปกติส่งผลดีต่อสุขภาพจิตในทางอ้อม การเดินถอยหลังจะให้ผลดีต่อสุขภาพจิตในลักษณะเป็น “ผลทางตรง” เพราะขณะที่เราควบคุมอวัยวะร่างกายและสายตาเพื่อขับเคลื่อนร่างกายสวนทางกับแรงโน้มถ่วงของโลก พร้อมๆกับการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก จะต้องใช้สมาธิอย่างแน่วแน่และสม่ำเสมอเพื่อไม่ได้พลาดพลั้งสะดุดสิ่งกีดขวางล้มลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเร่งความถี่ของการเดินถอยหลัง เราจะต้องควบคุมพละกำลังทั้งกายและจิตใจควบคู่กัน เสมือนการใช้ “พลังลมปราณ” ของเหล่าจอมยุทธ์จีนในภาพยนตร์กำลังภายใน ผลก็คือการเดินถอยหลังทำให้หัวใจเต้นเร็วเป็นจังหวะเสมือนการวิ่ง โดยไม่เกิดผลกระทบทางกายภาพอย่างการวิ่ง และยังบริหารจิตสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ด้วย ทำให้ผู้เดินถอยหลังมีสุขภาพกายและใจดีจึงดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งในเรื่องงานและสังคมส่วนตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข

@@@@@เดินถอยหลังมีข้อควรปฏิบัติอย่างไร
             ในเบื้องต้นจะต้องเข้าใจว่า การเดินถอยหลังเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง คล้ายกับการเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ ฉะนั้น ผู้ที่จะเดินถอยหลังจึงต้องใช้อุปกรณ์การเดิน คือ เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้าที่เหมาะสมกับการวิ่ง จากนั้นท่านควรฝึกเดินถอยหลังจากท่าธรรมชาติช้า ๆ ไปจนชำนาญสามารถเดินเป็นจังหวะอย่างรวดเร็ว (เร็วเกือบเท่าการวิ่งเหยาะ ๆ) ซึ่งถ้าฝึกฝนทุกวันประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็จะคุ้นเคยได้ และ ณ วันนั้นท่านจะมีความรู้สึกติดใจและสบายกับการที่จะต้องเดินถอยหลังทุกวันเป็นระยะทางมากหรือน้อยแล้วแต่โอกาส สำหรับผู้เขียนจะกำหนดระยะทางไว้ประมาณหนึ่งกิโลเมตร
             จากประสบการณ์ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะดังนี้
1. ก่อนเดิน ควรออกกำลังตามปกติ เช่น กายบริหาร หรือเดินเพื่อเป็นการอุ่นร่างกายประมาณ 15 นาที แล้วเดินถอยหลังให้ได้ 1,000 เมตรหรือหนึ่งกิโลเมตร หลังจากนั้น อาจเดินเร็วๆ หรือวิ่งเหยาะ ๆ ไปข้างหน้าตามปกติ หรือว่ายน้ำ ฯลฯ รวมเวลาที่ออกกำลังกายทั้งสิ้นประมาณหนึ่งชั่วโมงน่าจะเหมาะสมเพียงพอ
2. ท่าทางการเดิน คล้ายกับการเดินซอยเท้าแกว่งแขนของทหารตามจังหวะ ต่างกันตรงที่ เราเริ่มเดินซอยเท้าแกว่งแขนอยู่กับที่ก่อน ลองเดินซอยเท้าอยู่ในลักษณะนี้จนรู้สึกคล่องตัวแล้ว จึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า แรก ๆ จะรู้สึกแข็งแกร็งแบบทหารเดิน แต่เมื่อเดินบ่อยๆ จนเคยชิน จะรู้สึกผ่อนคลาย ลีลาการเดินและแกว่งแขนจะเป็นแบบสบาย ๆ จากนั้นค่อย ๆ เพิ่มความเร็วตามความเหมาะสมแก่สภาพร่างกายของท่าน
3. การควบคุมศรีษะ เนื่องจากศรีษะของคนเราเป็นอวัยวะส่วนที่หนักที่สุดของร่างกาย เวลาเราก้มหัวไปข้างหน้าจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงให้เราล้มลงไป กรณีเดินไปข้างหน้าตามปกติไม่มีปัญหาเพราะเราจะบังคับศรีษะตั้งตรงตามธรรมชาติหรือเชิดหน้าเล็กน้อยเวลาเดินเร็วหรือวิ่งเพื่อให้ทรงตัวได้ดี ส่วนในทางกลับกันกรณีการเดินถอยหลังถ้าตั้งศรีษะตรงหรือแหงนหน้า ขณะเดินถอยจะถ่ายน้ำหนักตัวลงไปด้านหลังทำให้ทรงตัวลำบาก และถ้าสะดุดก้อนหินหรือเปลี่ยนระดับพื้นถนนที่เดินจะเสียศูนย์และหงายหลังล้มทันที ดังนั้น ต้องถือเป็นกติกาสำคัญเวลาเดินถอยหลัง ต้องก้มหน้าให้คางชิดหน้าอกเพื่อถ่ายน้ำหนักตัวไปด้านหน้า เมื่อเราเร่งความเร็วในการเดินถอยไปทางหลังจะทำให้การทรงตัวสมดุลพอดี จึงขอฝากไว้ว่าเวลาเดินถอยหลังท่านต้องมีสมาธิแบบ" พระเดินบิณฑบาตร " ห้ามแหงนมองชมนกชมไม้เป็นอันขาด
4. การควบคุมลมหายใจ เป็นผลพลอยได้อย่างดีที่ท่านจะถือโอกาศกำหนดลมหายใจ สูดลมหายใจลึกๆค้างไว้ แล้วค่อยๆผ่อนปล่อยลมหายใจออก เป็นจังหวะสัมพันธุ์กับการควบคุมศรีษะและการใช้สายตาที่จะนำเสนอต่อไปในข้อ 5 ท่านที่เคยว่ายน้ำจะมีความรู้สึกคล้ายๆกับการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ที่เหลียวเอี้ยวหน้าขึ้นหายใจ ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาสลับกันไปอย่างต่อเนื่อง
5. การใช้สายตา เป็นเรื่องจำเป็นมากที่ท่านต้องระมัดระวังตรวจดูว่าสภาพถนนเป็นอย่างไรตลอดเวลาที่เดินถอยหลังว่ามีหินหรือกิ่งไม้ขวางทางหรือไม่ และมีสิ่งใดเคลื่อนที่เข้ามาหาท่านหรือไม่ ดังนั้น การเดินถอยตามจังหวะที่กล่าวในข้อ 2 ข้างต้น ท่านจะต้องก้มหน้าเอี้ยวคอไปด้านซ้ายสลับการก้มหน้ามองตรง แล้วก้มหน้าเหลียวมาทางขวาตามจังหวะการเดินถอยพร้อมกับกราดสายตาให้สุดซ้ายหรือขวาตามจังหวะเพื่อให้มองเห็นถนนที่ท่านกำลังเดิน และเนื่องจากท่าน ต้องก้มหน้าเก็บคางชิดหน้าอกเวลาเหลียวหน้า จึงเหลียวได้เพียงปลายคางไปติดไหล่ แต่ก็สามารถกราดสายตาต่อไปพอเห็นทางด้านหลังได้ ทั้งนี้ :-
5.1 เริ่มต้นด้วยการก้มหน้ามองตรง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับการเดินถอย 4 จังหวะแรก
5.2 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวหน้ากราดสายตาไปทางซ้าย เริ่มผ่อนลมหายใจออกพร้อมกับถอยนำด้วยเท้าซ้าย เดินถอยอีก 2 จังหวะ
5.3 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวกลับมองตรง(ยังคงผ่อนลมหายใจออก)พร้อมกับการเดินถอยอีก 2 จังหวะ
5.4 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวหน้ากราดสายตาสลับไปทางด้านขวาพร้อมกับถอยนำด้วยเท้าขวา เดินถอยอีก 2 จังหวะ ผ่อนลมหายใจออกจนสุด
5.5 (ยังคงก้มหน้า) เหลียวกลับมองตรงครบหนึ่งรอบพอดี จากนั้นเริ่มต้นรอบที่สอง โดยเริ่มสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับการเดินตามข้อ 5.1 ต่อไป ให้ทำเช่นนี้สลับกันไปเรื่อย ๆ จนครบระยะเวลาหรือระยะทางที่ต้องการ
             มีข้อสังเกตว่า ท่านต้องผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ติดต่อกันในจังหวะตามข้อ 5.2-5.4 และพยายามเดินสบาย ๆ ไม่ฝืน พอทำไปสักพักใหญ่ ท่านจะรู้สึกได้จังหวะเดินถอยถนัดตามธรรมชาติ เข้าตามจังหวะในข้อ 5.1 – 5.5 โดยไม่รู้ตัว
              ก่อนจบบทความฉบับนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนท่านผู้อ่านทุกท่านหมั่นระวังรักษาสุขภาพด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ผู้มีความรู้แนะนำ ที่สำคัญต้องออกกำลังกายวิธีใดก็ได้ทีเป็นประโยชน์และเหมาะสมกับสภาพร่างกายของท่าน และ..................................................
             อ้อ ! อย่าลืมออกกำลังกายด้วยการ "เดินถอยหลัง"..........ด้วยนะครับ !

% % % % % % % % % % % % % % %

> > >C O M M E N T S< < <

ความคิดเห็น : **เด็กเดินถอยหลัง**
ชื่อผู้ถาม: เจี๊ยบ ;วันที่ถาม :24/3/2548 15:48:55 น.
หัวข้อคำถาม : 15986 เดินถอยหลัง
รายละเอียดคำถาม : ลูกชายอายุ 1 ปี 2 เดือน น้ำหนัก 1.2 กก. สูง 76 ซ.ม. เดินกึ่งวิ่งได้แล้ว ช่วงนี้มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปคือชอบลากของเล่นและเดินถอยหลัง คือตาจะดูของเล่นส่วนขาก็จะถอยไปเรื่อยๆไม่ทราบว่าผิดปกติไหมคะ ส่วนพัฒนาการด้านอื่นๆ นั้น การพูดก็พูดเป็นคำๆได้หลายคำ พยักหน้าหรือส่ายหน้าได้ ชี้อวัยวะร่างกายได้ 3 อย่าง และอยากทราบว่าเด็กวัยนี้ควรส่งเสริมพัฒนาการอย่างไรบ้างคะ
คำตอบ : คุณเจี๊ยบคะ ลูกชายอายุ 1 ปี 2 เดือน น้ำหนัก 1.2 กก. สูง 76 ซ.ม. คิดว่าบอกน้ำหนักผิด จริง ๆ ควรจะเป็น 12 กก.ใช่ไหมคะ เด็กมีส่วนสูงเข้ากับเด็ก 1 ปี แต่น้ำหนักเกินไปบ้าง(ประมาณ กิโลเศษ ๆ)ค่ะ พัฒนาการที่เล่ามาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนการเดินหน้าบ้างถอยหลังบ้างก็เป็นปกติ
โดยแพทย์ : 002
แพทย์ Consult :วันที่ตอบ : 25/3/2548 12:15:49 น.
โดย : เวปศิริราช [ 2005-12-12 23:02:40 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : กดจุดเพื่อสุขภาพ
@"การกดจุด" เป็น วิธีบำบัดอาการป่วยไข้ของคนจีนโบราณตั้งแต่สมัยเริ่มพุทธศักราชคาบเกี่ยวในราชวงศ์ฮั่น(Han Dynasty : 206 B.C.–220 A.D.) ซึ่งเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของศิลปวิทยาการ ต่อจากราชวงศ์ชิน (Qin Dynasty : 221-206 B.C.) ซึ่งริเริ่มก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ปัจจุบันยังคงนิยม โดยใช้นิ้วมือนวดกดตามจุดต่างๆของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับอาการที่ต้องการบำบัด ผสมผสานกับการฝังเข็มปักไปตามจุดต่างๆ หรือใช้เข็มหินเคาะจุดที่มีอาการเพื่อลดความเจ็บปวด (อ่านเพิ่มเติมได้ในhttp://www.one-asset.comซึ่งระบุว่าเริ่มมีการพิมพ์หนังสือเรื่องการกดจุด ในปี พ.ศ. ๒๔๓ ) รวมทั้งการเดินถอยหลังเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง (อ่านเพิ่มเติม “เดินถอยหลังเพื่อสุขภาพ” ใน http://www.comepee.com/article.html)
@@ข้อควรปฏิบัติในการกดจุด
๑) ทำความเข้าใจว่าทุกคนทำได้ มิใช่ทำได้เฉพาะหมอนวด
๒) นวดกดจุดโดยนั่งหรือนอน แบบสบายๆ
๓) ถ้ามือเย็น ควรถูมือให้อุ่น อาจใช้ครีมหรือแป้งฝุ่นทามือก่อน
๔) กดจุดใช้นิ้วหัวแม่มือหรือนิ้วชี้กดจุด
๕) ถ้าจุดกดอยู่บริเวณด้านข้างร่างกาย ควรกดนวดทั้งสองข้าง
๖) ควรหยุดพักบ้างถ้ามีเหงื่อออกมาก
@@@หมายเหตุ ! การนวดกดจุดนี้ยังมีผลดีต่อการกระชับสัมพันธ์ภาพในตรอบครัว จึงมีข้อเสนอแนะให้สามีหรือภรรยาทำให้กันและกันทุกวัน หรือบุตรหลานควรทำให้ญาติผู้ใหญ่
โดย : :-) [ 2006-01-23 02:57:09 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : เพิ่มเติมแหล่งข้อมูล http://members.tripod.com/rnpong/spot.htm
โดย : :-) [ 2006-01-23 03:20:52 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ขอบพระคุณมากค่ะสำหรับ informations ที่มาลงในเวบนี้ เพราะกำลังประสพปัญหาการนอนไม่หลับและปวดศรีษะอยู่ รับทานยาเพื่อแก้ปัญหาและกำลังหาวิธีการทางธรรมชาติ เผอิญอ่านพบในเวบนี้ ดีใจมากที่ได้พบในสิ่งที่ต้องการอยู่ทีเดียว ขอขอบพระคุณอีกครั้งค่ะ นับว่าเป็นวิทยาทานที่มีประโยชน์มาก
โดย : สาวกำลังแก่จาก US [ 2006-01-24 03:36:29 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : **วิธีแก้ปวดหลัง : เดินถอยหลัง**
- - อ่านจากหนังสือ "กดจุดเพื่อสุขภาพ" ของบริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม วรรณ (www.one-asset.com)หน้า ๘๘ แนะนำว่า นอกจากวิธีกดจุด ควร"เดินถอยหลัง" ก้าวถอยยาวๆ เยียดเท้าและขาให้สุด หน้าตรง ตามองตรงยืดอก ปล่อยแขนลงข้างลำตัว สบายๆ กล้ามเนื้อจะยืดและหดตัวตามจังหวะถอยหลัง จึงคลายกล้ามเนื้อโดยไม่ต้องใช้ยาทาหรือกิน เพราะการไหลเวียนของโลหิตตามลำตัว หลัง เอว ขา เป็นไปอย่างคล่องตัว เหมือนออกฤทธ์ยาเหมือนกัน
โดย : -๑- [ 2006-01-24 11:28:15 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : เห็นด้วยกับการเดินถอยหลังแก้ปวดหลัง ผมเคยมีประสบการณ์คล้ายๆกัน แต่ฝากระวังท่าเดินหน้ามองตรง ผมเคยสะดุดก้อนหินหงายหลังหกล้มต้องเข้าเฝือกมาแล้วตรับ สาเหตุเพราะเสียหลักในขณะที่น้ำหนักศรีษะถ่วงลงไปด้านหลังพร้อมๆการเดินถอย ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ก้มหน้าขณะเดินถอย ซึ่งได้ผลดีคุมการทรงตัวได้ดี ทำให้เดินเร็วได้ด้วย แต่ต้องเหลียวมองทางข้างหลังสลับกันซ้าย-ขวา จะปลอดภัย
โดย : เสก [ 2006-01-24 23:02:59 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ใครที่คิดว่าตัวเองยังแข็งแรง เป็นหนุ่มเป็นสาว ถ้าชอบออกกำลังกาย ลองนำ"อานาปาณสติ"มาประยุกต์กับการออกกำลังกาย น่าจะดียิ่งกว่านั่งๆนอนๆสมาธิแบบผู้สูงวัยนะ พูดง่ายๆคือ ออกกำลังกายแบบใช้สมาธิกำหนดรับรู้ลมหายใจในขณะออกแรง เรียกได้ว่าเป็นการผสมระหว่าง พลังกาย + พลังจิต เกิดเป็น -> -> -> "พลังลมปราณ" แข็งแรงแบบพระเอกนางเอกภาพยนต์จีน??? ถ้าท่านไม่ทราบว่าการออกกำลังกายประเภทใดจะเข้าได้ดีกับ "อานาปาณสติ" ลองอ่านบทความเรื่อง "เดินถอยหลังเพื่อสุขภาพ" ใน >>http://www.comepee.com
โดย : อนศ.๒๓๐๓๗ [ 2006-03-11 14:15:05 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ยังแข็งแรงพอสมควร ออกกำลังกายเสมอและเป็นสาวน้อย คิดอยากจะเริ่มการออกกำลังกายแบบอานาปาณสติ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ช่วยกรุณาแนะนำวิธีการเริ่มต้นของการทำสมาธิด้วยค่ะจะเป็นพระคุณยิ่ง โดย : น้องใหม่ [ 2006-03-27 22:11:04 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ได้อ่านกระทู้ที่ #00109 กับ #00127 แล้ว ลองมาอ่านบทความข้างบน ฝากถามท่านผู้เขียนบทความว่า ที่ว่า .........เดินถอยหลังโดยมีสมาธิแบบพระเดินบิณฑบาตร .........นั้น ใช่เรื่องเดียวกับการทำสมาธิแบบอานาปาณสติหรือไม่
โดย : ขาจร [ 2006-03-28 02:05:54 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ไม่ว่าสาวน้อย- ใหญ่ ...... สาวหนัก-สาวเบา สามารถออกกำลังกายแบบอานาปาณสติได้ เต่ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
๑.ยืนกำหนดจิตอยู่ที่ลมหายใจ สูดเข้าลึกๆ แล้วผ่อนออกช้าๆ ทำต่อเนื่องกัน ๕๕ นาฑี จะสามารถแกว่งแขวนแบบจีนด้วยได้ ยิ่งดี (วิธีนี้ใช้ได้กับทุกคน รวมทั้งคนป่วย จะทำให้หายเร็ว)หรือ
๒.เดินถอยหลัง ตามที่เสนอแนะข้างบน ซึ่งต้องกำหนดลมหายใจ เข้า-ออก เป็นจังหวะอยู่แล้ว ต่อเนื่องไม่หยุดโดยเร่งความเร็วตามถนัด รวมระยะทางอย่างน้อย ๑ กิโลเมตร วิธีนี้ควรนำวิธีที่ ๑. มาผนวกตอนเริ่มต้นและลงท้าย เพื่อรวมเวลาให้ได้ ๕๕ นาฑี ถ้าใครร่างกายพร้อมที่จะวิ่ง ก็ควรวิ่งช้าหรือเร็ว( แล้วแต่สามารถ )ต่อเนื่องจากการเดินถอยหลัง
โดย : spk. [ 2006-03-29 01:48:04 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : ดิฉันเป็นสาวน้อยและสาวหนักอยากทราบว่าเลข ๕๕ นั้นสำคัญไฉนในการออกกำลังกายอานาปาณสติ โดย : สาว น.& น. [ 2006-03-30 07:35:40 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : * * * เดินถอยหลังอานาปาณสติ vs. Aerobics * * *
@กำหนดเวลา 55 นาฑี คือ เวลาโดยประมาณสำรับคนทั่วๆไป ที่จะออกกำลังกายเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่หยุดพัก (aerobics) เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ (oxygen) เข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง และให้อวัยวะสำคัญ คือ ปอดและหัวใจออกแรงจนถึงจุดสูงสุดได้เท่าที่จะไม่ก่อสภาวะแทรกซ้อนหรืออันตราย
@@แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย กล่าวว่าปอดและหัวใจควรมีช่วงเวลาได้ทำหน้าที่อย่างแรงบ้างในแต่ละวัน ไม่ใช่ปล่อยให้ทำงานแบบแผ่วๆตลอดวันตลอดปี คนเราจึงต้องออกกำลังกายแบบ aerobics ดังกล่าวข้างต้นเพื่อกระตุ้นปอดและหัวใจให้ทำงาน อย่างแรงๆบ้าง และทำต่อเนื่องในระยะเวลาที่เหมาะสม ซึ่งผลการวิจัยยืนยันว่า ปอดและหัวใจของคนปกติ สามารถทำงานแรงๆ (เท่าที่ร่างกายของคนนั้นสามารถทำได้โดยไม่ฝืน) เป็นระยะเวลาต่อเนื่องได้ถึง ๑ ชั่วโมงโดยไม่เกิดอันตราย และผลวิจัยแจ้งด้วยว่า ปอดและหัวใจจะต้องทำงานแรงๆต่อเนื่องอย่างน้อย 20 นาฑี ร่างกายจึงจะขับ"สารสบายอารมณ์ " หรือ "สารเพิ่มพลัง"(adrenaline) ออกมา ทำให้คนรู้สึกสดชื่นและมีกำลังวังชามากกว่าปกติ ซึ่งน่าจะตรงกับธรรมชาติคนเราที่ชอบออกกำลังกายจนเหงื่อโทรมกายและรู้สึกสบายสดชื่นหลังจากได้เหนื่อยหอบบ ้าง ก็ประมาณครึ่งชั่วโมงอย่างน้อย เพราะถ้าน้อยกว่านั้นจะไม่รู้สึกว่าได้อะไร !
@@@ที่ผู้เขียนเสนอให้ออกกำลังกายแบบอานาปาณสติเป็นเวลาประมาณ 55 นาฑี จึงมีที่มาจากแนวทางการออกกำลังแบบ aerobics ดังกล่าวข้างต้น โดยคำณวนให้เหมาะกับคนซึ่งชอบทั้งการทำสมาธิและการออกกำลังกาย และเมื่อนำหลักการทำสมาธิกำหนดจิตสงบมาผนวกกับ Aerobics แล้ว ทำให้เกิดผลดีเป็นทวีคูณ
@@@@ขอเสนอขั้นตอนการออกกำลังแบบอานาปาณสติดังต่อไปนี้ :-
๑.อุ่นเครื่อง 15 นาฑี ตามแบบที่แต่ละคนถนัด เช่น แกว่งแขน หรือกายบริหาร หรือออกเดินช้าๆแล้วค่อยๆเร่งความเร็ว หรือรำจีนแบบไทเก๊ก ........ ฯลฯ
๒.ออกกำลังแบบ Aerobics อีก 30 นาฑี ด้วยวิธีที่ชอบ เช่น ว่ายน้ำ ,เดินเร็วแบบครึ่งวิ่งครึ่งเดิน , Jooging , เดินถอยหลัง ...... ฯลฯ แต่ถ้าจะให้ง่ายและได้ผลในการทำสมาธิจริงๆ เสนอให้เลือกระหว่าง ว่ายน้ำ กับ เดินถอยหลัง ซึ่งวิธีหลังจะสะดวกทุกเวลาและสถานที่
๓.ผ่อนคลายต่อไปอีก 10 นาฑี ด้วยการเดินเร็วๆแบบค่อยๆลดความเร็ว จนหยุดแล้วเปลี่ยนชุดทันที (อย่าปล่อยอารมณ์อยู่ในชุดเหงื่อโทรมกาย เพราะจะป่วยในเวลาต่อมา)
@@@@รวมแล้ว เป็นเวลา 55 นาฑี พอดี !
โดย : spk. [ 2006-04-01 23:59:17 ]
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : By Seagull(from site >>> http://www.ago.go.th/kampee/board/viewtopic.php?t=29)
-อ่านแล้วรู้สึกเป็นบทความที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมาก เคยเห็นมีคนออกกำลังเช่นนี้เหมือนกันก็ดูแปลกดี แต่ไม่ได้ไต่ถามเขาว่าได้ประโยชน์ะอย่างไรกับการเดินถอยหลัง
-จนกระทั่งมาได้อ่านบทความของคุณอ.น.ศได้เขียนอย่างละเอียด ทำให้เกิดความสนใจขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งและคิดว่าจะเริ่มออกกำลังกายโดยการเดินถอยหลัง เพราะมีหัวเข่าป่วยอยู่ข้างหนึ่งรู้สึกปวดเวลาเดินหรืองอเข่าได้ทำ MRI ปรากฏว่ากระดูกอ่อนส่วนหนึ่งระหว่างเข่าฉีกขาดต้องรักโดยการผ่าตัดเล็กน้อยแต่ไม่เป็นcaseที่ต้องเร่งด่วน เลยชลอดูว่าเพื่อมีวิธีอื่นช่วยเพื่อหลีกเหลี่ยงการผ่าตัด(กลัวจ้ะ)
-เหมือนพระเจ้าเข้าใจเราดีถึงได้ดลใจให้มาพบบทความอันนี้ และตั้งใจว่าจะเริ่มปฏิบัติ ได้ผลอย่างไรจะเรียนให้ทราบ ขอขอบพระคุณค่ะ
โดย : c&p (221.128.89.*) [21 Apr 2006 23:49] #8 (2/7)
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

ความคิดเห็น : (from site >>> http://www.thairath.co.th)
***แนะเปลี่ยนมาวิ่งถอยหลังออกกำลัง ให้ประโยชน์มากมายหลายอย่าง***
@แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพลศึกษา ออกความเห็นให้ผู้ที่ออกกำลังด้วยการวิ่ง เปลี่ยนมาเป็นวิ่งถอยหลังบ้าง เพราะก่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง จะมีข้อเสียตรงที่มองไม่ เห็นทางข้างหลังเท่านั้น
@@ยอดนักวิ่งถอยหลังแห่งสหรัฐอเมริกา เจ้าของสถิติโลกวิ่งถอยหลัง ระยะ 200 เมตร ในเวลา 32.78 วินาที ในหนังสือสถิติโลกกินเนสส์ บุ๊ก นายทิโมธี บาดีนา ชี้ให้เห็นประโยชน์ว่า “มันช่วยให้หลักและประสาทการได้ยินดีขึ้น และมองเห็นรอบๆมากขึ้น ข้อเสียก็จะมีตรงที่มองไม่เห็น เพราะเราไม่มีตาข้างหลัง แต่ประสาทความรู้สึกก็จะไวขึ้น ควรจะวิ่งในที่คุ้นๆ เช่น ตามลู่วิ่ง หรือในสนามว่างๆเท่านั้น”
@@@การออกกำลังโดยการเดินและวิ่งถอยหลัง ได้เกิดขึ้นในยุโรปและอเมริกา มานาน 30-40 ปีแล้ว เริ่มจากพวกนักวิ่งได้ลองฝึกทำตอนพักฟื้นจากการบาดเจ็บ ต่อมาหมอก็ได้แนะนำกับคนไข้ใช้ทำเป็นกายภาพบำบัด และเป็นท่าฝึกซ้อมของพวกนักกีฬาเบสบอลและนักกีฬาวิ่ง
@@@@ศาสตราจารย์กิตติคุณบาร์รี ที.เบทส์ วิชาชีว เมคานิก มหาวิทยาลัยโอเรกอน แห่งสหรัฐฯ ก็ได้กล่าวยกย่องว่า มันช่วยบำรุงหัวใจ ปอด กล้ามเนื้อและข้อให้แข็งแรง ยิ่งกับสะโพก ขาและลำตัวแล้วมันยิ่งดีหนัก เมื่อเราวิ่งถอยหลัง เท่ากับเราเอาท้องกลับไปอยู่ข้างหลัง ก่อให้ปฏิกิริยาดีของท้องไส้ ลองกลับกันดูสักพัก จะทำให้รู้สึกดีขึ้นเป็นอันมาก
โดย : c&p (221.128.104.*) [31 May 2006 02:12] #19 (3/7)
 

. HOME onClick="window.close( )">