|
|
สาระสำคัญในวิชากฎหมายอาญา
โดย ...... ชาตรี สุวรรณิน
โครงสร้างของประมวลกฎหมายอาญาที่สำคัญคือ เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความผิดและมีโทษ นั่นคือกฎหมายจะกำหนดความผิดและกำหนดโทษเอาไว้ ฉะนั้นถ้าหากว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดความผิดหรือกำหนดความผิดแต่ไม่มีโทษหรือกำหนดโทษแต่ไม่ได้กำหนดการกระทำที่เป็นความผิด
ประการแรก สาระสำคัญในทางกฎหมาย หรือเรียกกันว่า องค์ประกอบในทางกฎหมาย
ประการที่สอง สาระสำคัญในทางการกระทำ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าองค์ประกอบทางการกระทำ
ประการที่สาม เป็นสาระสำคัญทางจิตใจ หรือองค์ประกอบในทางจิตใจ
ฉะนั้นถ้าไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่มีกฎหมายกำหนดโทษไว้จะถือว่าเขามีความผิดทางอาญาไม่ได้ ในกฎหมายไทยเรานั้นเราใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษร หรือที่เรียกว่า ซีวิล ลอว์ (CIVIL LAW) เป็นกฎหมายที่ตราไว้เป็นตัวอักษรที่สามารถเห็นได้ด้วยตาไม่ใช่เป็นได้ด้วยความรู้สึก เพราะฉะนั้นกฎหมายที่ใช้ในประเทศไทยที่จะกำหนดการกระทำที่เป็นความผิดและลงโทษได้ก็จะต้องเป็นตัวบทลายลักษณ์อักษรที่เห็นได้ชัด
กล่าวคือ กฎหมายอาญา คือกฎหมายที่บัญญัติว่า การกระทำหรือไม่กระทำอย่างใด เป็นความผิดและกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไว้ด้วย
การกระทำซึ่งเป็นความผิด เช่น ลักทรัพย์ คือ ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต ตามมาตรา 334 ต้องมีการเอาไป
การไม่กระทำซึ่งเป็นความผิด เช่น การไม่ช่วยอื่นซึ่งตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ตาม ปอ.ม.374 ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น
กรณีพิจารณาในกลุ่ม การกระทำให้เกิดความตาย เช่น
มาตรา 288 ฆ่าผู้อื่น มีเจตนาฆ่า
มาตรา 290 ผู้ใดมิได้มีเจตนาฆ่า แต่ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย มีเจตนาทำร้าย แต่มีผลคือ ความตาย
มาตรา 291 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้น เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ไม่มีเจตนา ฆ่า หรือ ทำร้าย แต่ผลมีความตายเกิดขึ้นเพราะ ความประมาท
สรุป กฎหมายอาญา คือกฎหมายที่บัญญัติว่า การกระทำหรือไม่กระทำอย่างใด เป็นความผิดและกำหนดโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดไว้ด้วย
##โทษ
โทษบัญญัติ ไว้ในมาตรา 18 มี 5 ประการคือ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์
สมัยผมเรียนหนังสือ ผมคิดว่า กฎหมายอาญาเท่านั้นที่มีโทษ ทางอาญา แต่ที่แท้จริงแล้วรวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่มีโทษทางอาญาตาม พระราชบัญญัติต่างๆ อีกหลายร้อยฉบับ เช่น
- พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ร.บ. การพนัน พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ท่านว่าใครเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ระวางโทษไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
แล้วจะนำเอาเรื่องโทษตาม ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 ไปใช้ กับ พ.ร.บ.ต่างๆ นั้นด้วย นำเอามาตรา18 ไปใช้ได้อย่างไร
ก็นำเอา มาตรา 17 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา ไปใช้ ซึ่งว่า บทบัญญัติในภาค 1 แห่งประมวลกฎหมายนี้ให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย เว้นแต่กฎหมายนั้น ๆ จะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
กฎหมายอาญากับศีลธรรมเกี่ยวพันกัน ในบางกรณีผิดศีลธรรมแต่ไม่ผิดกฏหมาย
ความผิดบางอย่างผิดศีลธรรมแต่กลับไม่ผิดกฎหมายเช่น เป็นชู้กัน ไม่ผิดกฎหมาย หรือพระภิกษุร่วมประเวณีกับหญิงในกุฏิของพระภิกษุในบริเวณวัดไม่ผิดฐาน เหยียดหยามศาสนา ตาม ปอ.ม. มาตรา 206 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดๆ แก่วัตถุหรือสถานอันเป็นที่เคารพในทางศาสนาของหมู่ชนใด อันเป็นการเหยียดหยามศาสนานั้นต้องระวางโทษ ตั้งแต่หนึ่งปี ถึง เจ็ดปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ฎีกา 736/2505 จำเลยขณะเป็นพระภิกษุได้ร่วมประเวณี กับหญิงในกุฏิของจำเลย บนเขาวัง มีกุฏิของพระภิกษุใกล้เคียงหลายหลัง และมีพระพุทธรูปพระฉายอยู่บนเขาวังเป็นสถานที่ ที่ประชาชนเคารพนับถือนั้นเห็นได้ว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่จะถือว่าเป็นการเหยียดหยามศาสนา ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 206 ยังไม่ถนัด
เช่น ข่มขื่นเพศเดียวกันไม่ผิด ข่มขืน ตามมาตรา 276
กรณีชายแปลงเพศเป็นหญิง ถูกข่มขืนสักกี่ทีก็ไม่ผิด มาตรา 276 ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยขู่เข็ญด้วยประการ
ใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย เพราะไม่เข้าองค์ประกอบความผิด เพราะเป็นชาย
( ฎีกา 157/2524 )
###ความผิด อาญาเป็นการกระทำละเมิด หรือไม่ ?
ความผิดอาญาบางประเภทไม่เป็นละเมิด ตาม ปพพ ม.420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
เช่น ความผิดขับรถความเร็วสูง น่ากลัวจะเกิดอุบัติเหตุ ตามพ.ร.บ.จราจร ทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 67 หรือหวาดเสียว ตาม มาตรา 43(4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคล หรือทรัพย์สิน ไม่เป็นละเมิด
ตัวอย่างต่อไป ความผิดฐาน กบฎ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 114 ผู้ใดสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการอื่นใดหรือสมคบกัน เพื่อเป็นกบฏ หรือกระทำความผิดใด ๆ อันเป็นส่วนของแผนการ เพื่อเป็นกบฏ หรือยุยงราษฎรให้เป็นกบฏ ไม่เป็นละเมิด
ก. ความผิดละเมิดบางประเภท ไม่เป็นความผิดอาญา
เช่น ทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นการกระทำละเมิด แต่ไม่เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา ฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามมาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือไร้ประโยชน์ซึ้งทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยโดยเจตนา
####ความผิดอาญากับกฎหมายอื่น
ในการพิจารณาความผิดทางอาญาก็ต้องดูกฎหมายอื่นด้วยว่า ได้ยกเว้นความผิดไว้หรือไม่ เช่น ในอดีตตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 157 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำใดในแถลงข้อเท็จจริง เป็นเอกสิทธิโดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำไปเป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นในทางใดมิได้ หรือ ปพพ 1347 เจ้าของที่ดินที่ตัดรากไม้ที่ถูกล้ำเข้ามานั้นไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
การฆ่าตัวตายไม่เป็นละเมิดต่อตัวเอง และไม่เป็นความผิดตาม กฎหมายอาญา?
เพราะการฆ่าตัวตาย ไม่ครบองค์ประกอบ ตาม ปอ.ม.288 และไม่เป็นการละเมิดตาม ปพพ 420 ด้วย
ปพพ. มาตรา 420 ผู้ใดจงใจ หรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย ถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิ์ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
ดังนั้นผู้ยุยงส่งเสริมนั้นก็ไม่มีความผิด แต่ผู้ยุยงส่งเสริมนั้นอาจมีความผิดตาม ปอ.ม 292,293 หากเข้าองค์ประกอบในมาตรานั้นๆ
มาตรา 292 ผู้ใดกระทำด้วยการปฏิบัติอันทารุณ หรือด้วยปัจจัยคล้ายคลึงกันแก่บุคคลซึ่งต้องพึ่งตน ในการดำรงชีพ หรือในการอื่นใด เพื่อให้บุคคลนั้นฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้น ได้เกิดขึ้น หรือมีการพยายามฆ่าตนเอง ต้องระวางโทษ
มาตรา 293 ผู้ใดช่วยหรือยุยงเด็กอายุไม่เกินสิบหกปีหรือผู้ซึ่งไม่สามารถเข้าใจว่าการกระทำของตนมี สภาพหรือสาระสำคัญอย่างไร หรือไม่สามารถบังคับการกระทำของตนได้ให้ฆ่าตนเอง ถ้าการฆ่าตนเองนั้นได้เกิดขึ้น หรือได้มีการพยายามฆ่าตนเองต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับ
กฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคแรกของประมวลกฎหมายอาญาได้บัญญัติไว้ชัดว่า บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดนั้นต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย จากข้อความนี้จะเห็นได้ว่าต้องมีกฎหมายเสมอ ถ้าไม่มีกฎหมาย ก็ถือว่า ผู้นั้น ไม่มีความผิดและลงโทษไม่ได้ แม้แต่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ในมาตรา 32 ก็บัญญัติโดยชัดว่า บุคคลจะไม่ต้องรับโทษทางอาญาเว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้
ประการแรก การกระทำที่จะเป็นความผิดนั้นจะต้องมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้
ประการที่ สอง กฎหมายอาญาจะต้องแปลหรือตีความกันโดยเคร่งครัด
ประการที่สาม กฎหมายอาญาต้องไม่มีผลย้อนหลัง
ประการที่สี่ กฎหมายอาญาต้อง มีขอบเขตพื้นที่การใช้บังคับ
ในประเทศไทย เราถือ คำพิพากษาศาลฎีกา ไม่ได้เป็นที่มาของกฎหมาย แต่คำพิพากษาของศาลฎีกานั้นก็มีสภาพบังคับได้ ดังนั้นคำพิพากษาฎีกาของศาลในคดีก่อน ๆ ย่อมจะเป็นการชี้แนวทางของการใช้กฎหมาย การแปลกฎหมายและคำพิพากษาฎีกาในคดีก่อนอาจจะเป็นคำอธิบายกฎหมายที่ดีที่สุดได้ เพราะว่ามีสภาพบังคับ ด้วยเหตุนี้จึงสามารถที่จะเอาคำพิพากษาศาลฎีกามาใช้เป็นตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทางในการใช้กฎหมายเพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายได้ในประเทศไทยเราจึงให้ความสำคัญแก่คำพิพากษาของศาลสูงเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นสำนักอบรมเนติบัณฑิตยสภา จึงต้องใช้คำพิพากษาฎีกามาเป็นแนวทางของการศึกษา
@ข้อแตกต่างของคำพิพากษาศาลฎีกา กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คือ
ป.วิ.พ.มาตรา 145 คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถือว่าผูกผันคู่ความใน กระบวนการพิจารณาของศาลที่พิพากษาหรือคำสั่ง
รัฐธรรมนูญ มาตรา 27 , 268 คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐโดยตรง ในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมายและการตีความกฎหมาย
ก็ขอให้พิจารณากันเอง ว่าศาลใดมีอำนาจมากกว่ากัน
เมื่อกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดแล้ว กฎหมายจะต้องกำหนดโทษต่อด้วยว่ามีโทษอย่างไร เมื่อฝ่าฝืน กฎหมายทุกฉบับก็กำหนดความผิดและจะต้องกำหนดโทษไว้ด้วย ถ้าไม่ได้กำหนดโทษไว้ก็ต้องถือว่าไม่เป็นความผิดเช่นเดียวกัน หรือกำหนดโทษแต่ไม่มีการกระทำการก็ไม่เป็นความผิด มีกฎหมายอยู่หลายฉบับที่บางครั้งกำหนดแต่การกระทำ แต่ไม่ได้กำหนดโทษเอาไว้ก็มีกรณีกฎหมายไม่ประสงค์ลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ประสงค์จะใช้วิธีการอย่างอื่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 606/2506 เป็นเรื่องของพระราชบัญญัติป่าไม้ ซึ่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 48 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหมายความว่าบุคคลใดจะแปรรูปไม้จะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ถ้าไม่ได้รับอนุญาตก็จะเป็นความผิด ตามข้อเท็จจริงในฎีกาฉบับนี้จำเลยได้รับอนุญาตให้ตั้งโรงงานแปรรูปไม้ด้วยเครื่องจักรเพื่อผลิตเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปออกจำหน่าย แต่ผู้รับใบอนุญาตนั้นไปรับจ้างตกแต่งหมอนรถไฟ ทั้งนี้ไม่ใช่การทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นการผิดข้อกำหนดในใบอนุญาต ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้เป็นผู้กำหนด แต่ตามมาตรา 58 การกระทำผิดข้อกำหนดไม่มีบทกฎหมายให้ลงโทษแต่อย่างใด คงมีแต่มาตรา 59 ให้อำนาจเจ้าพนักงานที่จะสั่งพักใบอนุญาตได้ไม่เกิน 60 วัน ดังนั้นจึงไม่เป็นกรณีที่จะฟ้องให้ลงโทษจำเลยได้ เพราะการกระทำผิดเงื่อนไขนั้นกฎหมายไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ศาลฎีกาต้องยกฟ้องไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3/2542 ในคดีหมิ่นประมาท ตาม ปอ. มาตรา 332(2)ในคดีหมิ่นประมาทซึ่งมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ศาลอาจสั่ง
(2) ให้โฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในหนังสือพิมพ์หนึ่งฉบับหรือหลายฉบับครั้งเดียวหรือหลายครั้งโดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา
@ปัญหา ศาลสั่งให้โฆษณา คำขออภัย ศาลสั่งชอบด้วยกฏหมายหรือไม่
มาตรา 332(2)ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาเท่านั้น มิได้ให้อำนาจศาลสั่งให้โฆษณา คำขออภัยด้วย ฉะนั้นการที่ศาลล่างสั่งดังกล่าว จึงเป็นการลงโทษจำเลยนอกเหนือ จากโทษที่กฎหมายบัญญัติในมาตรา 18 ต้องห้ามตาม มาตรา 2 วรรคหนึ่ง ( มาตรา 332 เป็นมาตราการให้ศาลใช้ดุลยพินิจ มิใช่โทษตาม มาตรา 18 ขออภัย เป็นการแสดงว่าลุ แก่โทษแต่จะบังคับไม่ได้ หากไม่ทำศาลอาจวางโทษให้หนักขึ้นได้)
กรณีกฎหมายประสงค์ลงโทษผู้กระทำความผิด และประสงค์จะใช้วิธีการอย่างอื่นเช่น ใน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522
มาตรา 162 ในคดีที่ผู้ขับขี่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำความผิด
ตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอันเกี่ยวกับรถนั้น ๆ นอกจากจะได้รับโทษ
ตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ถ้าความปรากฏแก่ศาลว่าหากให้ผู้นั้นขับรถต่อไป
อาจก่อให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ศาลมีอำนาจสั่งพักใช้
หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นได้
ประการที่สอง คือ กฎหมายอาญานั้นจะต้องตีความโดยเคร่งครัด หมายความว่าจะตีความในทางขยายความในทางที่เป็นโทษแก่จำเลยไม่ได้ คือจะต้องตีความตัวอักษรนั่นเอง เรื่องนี้ตัวบทไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรงแต่หลักนั้นมาจากมาตรา 2 วรรคแรก
การตีความโดยเคร่งครัดนี้มาจากเหตุผลที่ว่าถ้าเรายอมให้มีการตีความกฎหมายอาญาในทางขยายความหรือตีความในทางลงโทษผู้กระทำความผิดได้แล้ว
ก็จะถือว่าในกรณีที่กฎหมายบัญญัติโดยไม่ชัดแจ้งนั้นก็จะมีการลงโทษกันไปด้วย ก็ไปขัดกับหลักทั่วไปหรือหลักสากลที่ว่า ถ้าไม่มีกฎหมายก็ไม่มีความผิด ด้วยเหตุนี้ในทางอาญาเราจำเป็นต้องตีความโดยเคร่งครัด
#####การตีความโดยเคร่งครัด โดยทั่วไปมีอยู่ 3 วิธี
วิธีที่ 1. ตีความตามตัวอักษร
วิธีที่ 2. ตีความตามวัตถุประสงค์
วิธีที่ 3. การตีความโดยอาศัยเทียบเคียงกฎหมายที่ใกล้เคียง
แต่เราใช้การตีความในทางอาญา มีเพียง 2 วิธี
การตีความตัวอักษร การตีความตามตัวอักษรนั้นก็ชัดเจน ถ้าตัวอักษรเขียนไว้ชัดเจนแล้วเราจะไปตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 313/2490 คำว่าแสดงตนเป็นคนสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงานมีอยู่ในกฎหมายลักษณะอาญา เป็นความผิด เช่นไปสนิทชิดชอบกับผู้พิพากษา คดีปรากฎว่าจำเลยไม่ได้แสดงตนว่าสนิทชิดชอบกับผู้พิพากษาแต่แสดงตนว่าสนิทชิดชอบกับภริยาของผู้พิพากษา ก็มีปัญหาขึ้นมาว่าจะเป็นการสนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงานหรือไม่ ศาลฎีกาก็ตีความโดยเคร่งครัดว่า เมื่อได้ความว่าเป็นการสนิทชิดชอบกับภริยาผู้พิพากษาก็ไม่ใช่เป็นเรื่องที่สนิทชิดชอบกับเจ้าพนักงาน ก็ไม่ผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา
คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐/๒๕๐๖ จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าเป็นผู้ใกล้ชิดกับอัยการและผู้พิพากษาเรียกร้องเอาเงินเพื่อจะนำไปให้เพื่อช่วยให้บุตรโจทก์หลุดพ้นคดีอาญา โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป การกระทำของโจทก์ดังนี้ เป็นการรวมกับจำเลยในการนำสินบนไปให้เจ้าพนักงานเป็นความผิด ตาม ป.อ.๑๔๓ บัญญัติว่า ผู้ใดเรียก รับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือได้จูงใจพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล โดยวิธีอันทุจริตหรือผิดกฎหมายหรือโดยอิทธิพลของตนให้กระทำการ หรือไม่กระทำการในหน้าที่อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลใด
คำพิพากษาฎีกาที่ 519/2500 การหลบหนีการควบคุมโดยหักโซ่ที่ล่ามข้อมือก็มีปัญหาว่าจะเป็นการแหกที่คุมขังหรือไม่ ตามป.อ.มาตรา ๑๙๐ ศาลฎีกาแปลโดยเคร่งครัดว่า การหักโซ่ที่ล่ามข้อมือนั้นไม่ใช่เป็นการแหกที่คุมขัง
หมายเหตุ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1(12) คุมขัง หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง ตามอำนาจ ของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสวบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 หากมิให้ใช้วิธีควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันมิให้เขาหนีเท่านั้น
@มีอีกเรื่องหนึ่งคือตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 ซึ่งบัญญัติว่า ความผิดตามมาตรา 334 336 และ 341 365 ถ้าเป็นการกระทำของผู้บุพการีกระทำต่อผู้สีบสันดานหรือผู้สีบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายจะไม่ได้บัญญัติเป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ และนอกจากนั้นศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่าบุตรบุญธรรมไปลักทรัพย์ของผู้รับบุตรบุญธรรม ก็มีปัญหาว่าบุตรบุญธรรมจะเป็นผู้สืบสันดานกับบุพการีกันหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยคำว่าผู้สืบสันดานตามพจนานุกรมหมายความว่า ผู้สืบเชื้อสายโลหิตโดยตรงลงมา ส่วนผู้บุพการีนั้นก็คือผู้สืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป เพราะฉะนั้นบุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดานตามความหมายของกฏหมายนี้ ถึงแม้ว่าจะมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายแพ่งก็ตาม การตีความหมายประมวลกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด จะนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งมาใช้ตีความคำว่าผู้สืบสันดานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสองไม่ได้ บุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดาน การที่บุตรบุญธรรมลักทรัพย์ของผู้รับบุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการีจึงยอมความกันไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 956/2509)
ตัวอย่าง เปรียบเทียบ กับ ป.วิ.อ. มาตรา 5 บุคคลเหล่านี้จัดการแทนผู้เสียหาย ผู้บุพพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือ ภริยา เฉพาะแต่ในความผิด อาญา ซึ่งผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตาย หรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจะจัดการเองได้
ผู้บุพพการี ผู้สืบสันดานในมาตรานี้ ให้ถือตามเป็นจริง ฎีกา 1384/16 ปชญ
บุตรบุญธรรมไม่เข้ามาตรานี้ ฎีกา 956/2509
ปพพ.ม 1627 บุตรนอกกฎหมาย ที่บิดาได้รับรองแล้วและบุตรบุญธรรมนั้นให้ถือว่าเป็นผู้ถือว่าเป็นผู้สืบสันดาน เหมือนกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 79/2509
พระราชบัญญัติป่าไม้ใน มาตรา 41 ห้ามนำไม้หรือของป่าผ่านด่านป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ด่านป่าไม่นั้นถ้าเราไปตามถนนจะเห็นเขาเขียนว่าเขตเริ่มต้นด่านป่าไม้เริ่มที่ใด เลยไปก็จะมีป้ายบอกว่าเขตป่าไม้ จำเลยเอาไม้เข้าไปแล้วถูกจับในระหว่างป้ายสองอันนี้ ก็มีปัญหาว่าเอาไม้ผ่านด่านป่าไม้โดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำว่าผ่านนั้นไม่มีวิเคราะห์ไว้ในพระราชบัญญัติป่าไม้ ก็ต้องตีความตามพจนานุกรม จึงหมายความว่ากริยาที่มีล่วงพ้นไป ตัด ลัดไป ข้ามไป เพราะฉะนั้นในกรณีที่จำเลยนำไม้เข้ามาในเขตด่านป่าไม้นั้นจะถือว่าผ่านด่านป่าไม้ไม่ได้ เพราะยังไม่ผ่านจึงไม่มีความผิด
มาตรา 40 กักกัน คือการควบคุมผู้กระทำความผิดติดนิสัยไว้ภายในเขตกำหนด เพื่อป้องกันการกระทำความผิด เพื่อดัดนิสัย และเพื่อฝึกหัดอาชีพ
มาตรา 41 ผู้ใดเคยถูกศาลพิพากษาให้กักกันมาแล้ว หรือเคยถูกศาลพิพากษาให้ลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองครั้งในความผิดดังต่อไปนี้ คือ
(1) ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 209 ถึง มาตรา 216
(2) ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 217 ถึง มาตรา 224
(3) ความผิดเกี่ยวกับเงินตรา ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 240 ถึง มาตรา 246
(4) ความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 276 ถึง มาตรา 286
(5) ความผิดต่อชิวิต ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 288 ถึง มาตรา 290 มาตรา 191 ถึง มาตรา 194ิ
(6) ความผิดต่อร่างกาย ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 295 ถึง มาตรา 299
(7) ความผิดต่อเสรีภาพ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 309 ถึง มาตรา 320
(8) ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 334 มาตรา 354 และ มาตรา 357
และภายในเวลาสิบปี นับแต่วันที่ผู้นั้นได้พ้นจากการกักกันหรือพ้นโทษแล้วแต่กรณี ผู้นั้นได้กระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดในบรรดาที่ระบุไว้นั้นอีกจนศาลพิพากษาลงโทษจำคุกไม่ต่ำกว่าหกเดือนสำหรับการกระทำความผิดนั้น ศาลอาจถือว่า ผู้นั้นเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัย และจะพิพากษาให้กักกันมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบปีและไม่เกินสิบปีก็ได้
ความผิดซึ่งผู้กระทำได้กระทำในขณะที่มีอายุยังไม่เกินสิบเจ็ดปีนั้น มิให้ถือเป็นความผิดที่จะนำมาพิจารณากักกันตามมาตรานี้
ความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสุดท้าย หมายความว่าบุคคลอื่นไม่ใช่พวกปล้นด้วยกันเองถึงแก่ความตาย
มีปัญหาว่าคนร้ายใช้ปืนยิงเจ้าทรัพย์เป็นเหตุให้คนตายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดนั้นเป็นเพียงปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิง ไม่ผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้คนตายเพราะว่าคนตายไม่ใช่คนอื่นเป็นพวกปล้นเองต้องถือว่าไม่ผิดตาม มาตรา 340 วรรคท้ายก็เป็นเรื่องการแปลความโดยเคร่งครัด (คำพิพากษาฎีกาที่ 1917/2511)
@เรื่อง การยักย้ายหลักหรือ เครื่องหมายเขต มีความผิด อาญาตาม ป อ. มาตรา 363
ปัญหา ส่วนหลักหรือเครื่องหมายเขตที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นโดยสังเขป เพื่อจะลงหลักเขต เพราะการรางวัดเนื้อที่กว้างขวางไม่สามารถจะรางวัดให้เสร็จภายในวันเดียว มีความผิดฐานใดหรือไม่?
จะตีความอย่างแคบ หรืออย่างกว้าง
ตอบ ไม่เป็นความผิด การยักย้ายหลักหรือ เครื่องหมายเขต มีความผิด ปอ.ม363 บัญญัติว่า ผู้ใดเพื่อถือเอาอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม ยักย้ายทำลายเครื่องหมายเขตแห่งอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นความผิด ในเรื่องนี้ศาลฎีกาว่า การยักย้ายหรือทำลายหลักเขตซึ่งจะเป็นความผิดอาญานั้นต้องต้องเป็นเรื่องที่หลักหรือเครื่องหมายเขตนั้นเป็นหลักหรือเครื่องหมายเขตที่แสดงสิทธิแห่งอสังหาริมทรัพย์โดยแท้จริง ไม่รวมถึงหลักหรือเครื่องหมายเขตที่ทำขึ้นเป็นสังเขป คือ เจ้าพนักงานอาจจะไปปักไว้พอเป็นสังเขปเพื่อประโยชน์ในการทำแผนที่พิพาทหรือพิพาทกันเอาหลักไปปักเป็นเขต อันนี้ไม่ถือว่าเป็นเครื่องหมายเขตตามความหมายในมาตราดังกล่าวนี้ ( คำพิพากษาฎีกาที่ 2861/2517 )
ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ หมายความว่าผู้กระทำความผิดจะต้องมีเจตนาเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย ได้ความว่าจำเลยไปถอนเสารั้วของผู้อื่นแล้วเอามากองไว้ ทั้งนี้เพื่อจะได้ใช้เป็นทางเดินตามที่เคยใช้มา คือมีคนเอาเสารั้วมาปักปิดทางเดินก็เลยถอนเอาไปกองไว้ เจ้าของก็มาฟ้องฐานทำให้เสียทรัพย์ปัญหาว่าจะผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เพียงแต่ถอนเอามากองไว้เพื่อใช้เป็นทางเดินตามที่เคยใช้ยังไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (คำพิพากษาฎีกาที่ 705/2507)
ลองเปรียบเทียบ กับการต่อเติมอาคารชั้นเดียว ให้ เป็นอาคารสองชั้น ซึ่งเจ้าของอาคารให้เช่าอาคารชั้นเดียวแต่ผู้เช่า ประสงค์ดีจะทำบ้านให้เป็นสองชั้นเพราะน่าอยู่และบ้านหลังใหญ่กว่า เช่นนี้ คนเช่าจะมีความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์หรือไม่ คำตอบ ก็ตีความตามตัวบทเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 358
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 นั้น เจ้าหนี้จะใช้สิทธิทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้วอย่างหนึ่ง หรือเจ้าหนี้ขอใช้สิทธิทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้อีกอย่างหนึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิด เมื่อเจ้าหนี้ยังไม่ได้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งอย่างหนึ่ง หรือการที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีอาญาให้ลูกหนี้หาประกันมาให้เจ้าหนี้ เมื่อเป็นที่พอใจก็จะไม่เอาเรื่องแก่ลูกหนี้นั้น อีกอย่างหนึ่ง ก็เป็นการแสดงว่าเจ้าหนี้ยังไม่ได้ใช้สิทธิทางศาลเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้การที่ลูกหนี้โอนที่ดินให้แก่ผู้อื่นไปจึงไม่ผิดฐานโกงเจ้าหนี้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1054/2507)
ซึ่งพิจารณาจากฎีกานี้ น่าจะผิดฐานโกงเจ้าหนี้ แต่เมื่อตีความเคร่งครัดก็จะเห็นได้ว่า เจ้าหนี้ไม่ได้ ใช้สิทธิทางศาล
184/2541การโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 นั้น จะต้องปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้แล้วหรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้ และผู้กระทำก็ต้องรู้ว่าเจ้าหนี้ได้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูก
หนี้ชำระหนี้แล้ว หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ลูกหนี้ชำระหนี้
โยงฎีกา 1134/2537 เคยออกข้อสอบแล้วโจทย์เคยขอซื้อที่ดินจำเลยราคา 2 ล้านบาทสำนักงาน ที่ดินประเมินราคาที่ดินแปลงดังกล่าว 682,000 บาทจำเลยเป็นหนี้โจทก์ 696,252 บาท จำเลยจึง ขายไปในราคา 700,000 บาท ไม่ผิดมาตรา 350 ข้อสังเกต ขายสูงกว่าราคาประเมิน ขายมากกว่าหนี้ แต่ขายราคาต่ำมาก คิดดู ราคา 2 ล้านไม่ขาย แต่ขาย 700000 บาท น่าจะติดคุกแต่ไม่ติด นี่ถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องและเขียนความเห็นและคำสั่งเช่นนี้ สงสัย จะต้องมีอะไรสักอย่างแล้ว (ต้องเปิดเพลงของ ป้าง ฟัง แล้ว ที่ว่า อย่างนี้ต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว)
- เข้าไปทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย ในที่นา หรือบ้านผู้เสียหาย จะผิดฐานใด หรือไม่
อีกคดีหนึ่งเป็นเรื่องบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ ปรากฎว่าจำเลยกับพวกวิ่งไล่ผู้เสียหายเข้าไปในนาของผู้เสียหายโดยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ศาลฎีกาถือได้เพียงว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาจะเข้าไปในนาของผู้เสียหานเพื่อจะทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น หาใช่เพื่อรบกวนการครอบครองที่นาของผู้เสียหายไม่ การกระทำของจำเลยจึงยังไม่ครบองค์ความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 362 และ 365 (คำพิพากษาฎีกาที่ 144/2513) ตีความโดยเคร่งครัดว่าเจตนา จะทำอะไร เจตนาทำร้าย ไม่มีเจตนาบุกรุก
@การวางเพลิง ของผู้อื่นไม่มีปัญหา ถ้าของผู้อื่นรวมอยู่ด้วยจะผิดประการใด หรือไม่ จะแปล ความรวมไปถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เพื่อจะลงโทษจำเลนนั้นได้หรือไม่
ความผิดฐานวางเพลิง ตามมาตรา 217 บัญญัติว่า ผู้ใดวางเพลิงทรัพย์ของผู้อื่น ต้องระวางโทษ จะเห็นได้ว่าในความผิดฐานวางเพลิงนั้นจะต้องเป็นการวางเพลิงเผาทรัพย์ และทรัพย์นั้นจะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น คำว่าทรัพย์ของผู้อื่นในทีนี้จะต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นจริง ๆ จะตีความคำว่าทรัพย์ของผู้อื่นให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยหาได้ไม่ เป็นการขัดกับความในมาตรา 2 ของประมวลกฎหมายอาญา คือต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าเป็นทรัพย์ของผู้อื่นแท้ ๆ ไม่รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเพราะหากกฎหมายประสงค์ที่จะให้รวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยก็จะต้องเขียยให้ชัดเจน
ตัวอย่างเช่นในมาตรา 334 ก็เขียนไว้ชัดเจน ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต เมื่อในเรื่องวางเพลิงเผาทรัพย์ไม่ได้เขียนไว้ชัดแจ้งว่าจะต้องเป็นทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นจะไปแปลความรวมถึงทรัพย์ที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เพื่อลงโทษจำเลยนั้นไม่ได้ (คำพิพากษากาที่ 3643/2526)
ที่กล่าวมาเป็นการตีความตามอักษร ซึ่งเอามาออกข้อสอบบ่อย ๆ ดังนั้นตัวอย่าที่ให้ไปควรศึกษาดูให้ดี
การตีความในทางอาญาต้อง เคร่งครัด จะขัดกับหลักในการตีความตามเจตนารมณ์ หรือไม่
######การตีความตามเจตนารมณ์
การตีความหมายตมเจตนารมณ์หรือตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หมายความว่าถ้าบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษรนั้นบัญญัติไว้ไม่ชัดเจน คือความหมายไม่ชัดเจนหรือแปลความได้หลายนัย ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นหาความหมายที่แท้จริงของกฎหมายนั้นให้ได้ เราจะไปตีความให้เคร่งครัดตามตัวอักษรนั้นไม่ได้เพราะที่แท้จริงของกฎหมายนั้นไม่ได้เพราะตัวอักษรนั้นไม่ชัดก็ต้องหาความหมายอันแท้จริงของกฎหมายที่เรียกว่าเจตนารมณ์ และเมื่อหาได้แล้วก็ต้องนำเอาความหมายที่แท้จริงนั้นไปแปลใช้หากหาความหมายที่แท้จริงไม่ได้กรือไม่สามารถที่จะทราบวัตถุประสงค์ที่แน่นอนได้หรือแม้แต่กรณีที่เป็นข้อสงสัย เราต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้กับผู้นั้น
หมายเหตุ ปอ. ม.227 วรรคหนึ่ง ให้ศาลใช้ ดุลยพินิจซึ่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงอย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำการผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำผิดนั้น
เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
เพราะว่าการออกกฎหมายนั้นบางทีในขณะนั้นอาจจะนึกไม่ถึง แต่เราอาจจะหาความมุ่งหมายที่แท้จริงของมันได้ ถ้าหากได้ความมุ่งหมายที่แท้จริงมาแล้วก็ต้องแปลความตามวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายนั้น ถ้าไม่แปลความหมายไปในลักษณะนั้น อาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้เพราะฉะนั้นการแปลความโดยเคร่งครัด ก็ขยายความได้ว่าถ้ามีเจตนารมณ์ของการบัญญัติกฎหมายที่มองเห็นได้เช่นนั้นได้หรือรู้วัตถุประสงค์ของกฏหมายโดยชัดเจนในทางกฎหมายอาญาก็อาจจะตีความตามเจตนานั้นได้
ดังนั้นการตีความโดยเคร่งครัดจึงไม่ขัดกับการตีความตามเจตนารมณ์ ซึ่งในเรื่องนี้ศาลฎีกาก็ได้เคยใช้จึงเอามาเป็นบทเรียน
@ตัวอย่างเรื่องความผิดฐานลักกระแสไฟฟ้า
ปอ.ม. 334 ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็น เจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
ปพพ.ม.137 ทรัพย์หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
ปพพ.ม. 138 ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์ และวัตถุไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
มีปัญหาว่าการลักกรแสไฟฟ้าจะเป็นการลักทรัพย์หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 877/2501 ซึ่งเป็นฎีกาประชุมใหญ่ ว่าการลักกระแสไฟฟ้านั้นเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ได้ หรือมาตรา 335 ก็แล้วแต่กรณี ถ้าหากเราจะตีความตามตัวอักษรคำว่าลักทรัพย์ ทรัพย์คืออะไร ต้องไปดูประมวลกฎหมายแพ่ง คำว่าทรัพย์นั้นได้แก่วัตถุที่มีรูปร่าง ส่วนคำว่าทรัพย์สินหมายรวมทั้งวัตถุที่ไม่มีรูปร่างซึ่งอาจมีราคาและถือเอาได้ ซึ่งทั้งสองกรณีนี้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137, 138
ส่วนกฎหมายอาญาใช้คำว่าทรัพย์อย่างเดียวไม่ได้บัญญัติไว้ว่าลักทรัพย์สิน ถ้าเราตีความหมายตามประมวลกฎหมายแพ่ง ทรัพย์นั้นก็หมายถึงวัตถุที่มีรูปร่าง เพราะฉะนั้นถ้าทรัพย์ใดไม่มีรูปร่างก็ไม่เป็นทรัพย์แต่เป็นทรัพย์สิน
จะเห็นได้ว่าในกรณีเช่นนี้ศาลฎีกาก็แปลความกระแสไฟฟ้าถึงแม้ว่าจะเป็นวัตถุที่ไม่มีรูปร่างแต่ก็เป็นทรัพย์ที่ทำการลักได้ ก็เชื่อได้ว่าการตีความตามเจตนารมณ์ คือต้องการที่จะให้มีการลงโทษในเรื่องลักทรัพย์ เพื่อเป็นการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของผู้ที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์ ทางตำราเราก็เอามาศึกษาว่านี่เป็นการแปลไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย และนักกฎหมายก็ยอมรับว่าความผิดฐานลักทรัพย์นั้นรวมถึงลักกระแสไฟฟ้าด้วย
* * * * * * * * * * * *
|
|